ความรัก ของ หยางไค่ฮุ่ย(79) – ประโยคหนึ่งอันมาจากการสรุปของ จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ ต่อความสัมพันธ์ระหว่างหยางไค่ฮุ่ยกับเหมาเมื่อปี 1918 ระหว่างพบกันที่บ้านของหยางไค่ฮุ่ยในปักกิ่งก็คือ
เหมาสนใจเธอมาก แต่เธอไม่แสดงท่าทีตอบสนอง
อีกหลายปีต่อมาเธอเขียนว่า “ตอนที่ฉันอายุราว 17 หรือ 18 ปี ฉันก็เริ่มมีความคิดเป็นตัวของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงาน ฉันไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานที่มีพิธีรีตอง
และฉันยังคิดด้วยว่าหากเราตั้งใจมองหาความรักสุดท้ายเราก็จะสูญเสียความรักที่แท้จริง
ความรักที่ศักดิ์สิทธิ์ ความรักที่เหลือเชื่อ ความรักที่สูงส่งสวยงามและหาอะไรเปรียบมิได้ มีคำกล่าวประโยคหนึ่งที่สะท้อนความคิดของฉันได้เป็นอย่างดีคือ
“หากมันไม่สมบูรณ์แบบก็อย่าไขว่คว้ามาเสียเลยจะดีกว่า”
บิดาของหยางไค่ฮุ่ยเสียชีวิตในเดือนมกราคม 1920 เหมาเดินทางมาปักกิ่งเป็นครั้งที่ 2 และใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัวหยาง
ตอนนั้นเองที่หยางไค่ฮุ่ยตกหลุมรักเหมา
หยางไค่ฮุ่ยเขียนไว้ว่า “พ่อตายเสียแล้ว พ่อที่ฉันรักตายแล้ว แน่นอนว่าฉันเสียใจมาก แต่ฉันรู้สึกว่าความตายเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อพ้นทุกข์ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น ฉันจึงไม่เสียใจมากไป
แต่ฉันไม่คิดเลยว่าตัวเองจะโชคดีขนาดนี้ ฉันพบคนที่ฉันรักแล้ว
ฉันรักเขามากจริงๆ ฉันรักเขาหลังจากที่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวของเขามากมาย และได้อ่านบทความ ตลอดจนบันทึกที่เขาเขียนหลายบท
ถึงแม้ฉันจะรักเขาแต่ฉันก็จะไม่แสดงให้ใครรู้
ฉันเชื่อว่า ความรักอยู่ในเงื้อมมือของธรรมชาติ และฉันก็ไม่ควรบุ่มบ่าม หรือไล่ตามไขว่คว้ามัน” นี่เป็นวิธีการแสดงออกอันเสมอต้นเสมอปลายของหยางไค่ฮุ่ย
ไม่ว่าจะเป็นเมื่อปี 1918 ไม่ว่าจะเป็นเมื่อปี 1920
เมื่อหยางไค่ฮุ่ยกับมารดาต้องนำหีบศพบิดากลับไป ฉางซา ถิ่นกำเนิด ขณะที่เหมายังมีภารธุระอยู่ในปักกิ่งและต่อเนื่องไปยังเซี่ยงไฮ้
เหมาจึงต้องแยกจากกับหยางไค่ฮุ่ย
ระยะทางที่ห่างไกลรังแต่จะทำให้ความรักรุนแรงขึ้น หยางไค่ฮุ่ยหวนรำลึก ในเวลาต่อมาว่า “เขาเขียนจดหมายบรรยายถึงความรักที่มีต่อฉันมาหลายฉบับ
แต่กระนั้น ฉันก็ยังไม่กล้าพอที่จะเชื่อว่าตัวเองโชคดีขนาดนั้น
หากไม่ใช่เพราะเพื่อนคนหนึ่งที่เข้าใจความรู้สึกของเขา(เหมา)ดีและบอกเล่าความรู้สึกพวกนั้นให้ฉันฟัง อีกทั้งยังบอกฉันว่าเหมาทุรนทุรายเพราะฉันมากขนาดไหนแล้วละก็
ฉันเชื่อว่าตัวฉันคงอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิต
ตั้งแต่ได้รับความรู้สึกแท้จริงที่เขามีต่อฉันอย่างหมดเปลือกฉันก็เริ่มสัมผัสกับความรู้สึกใหม่นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา
ฉันรู้สึกว่านอกจากจะมีชีวิตอยู่เพื่อแม่แล้ว
ฉันยังมีชีวิตอยู่เพื่อเขาอีกคน ฉันวาดมโนภาพว่า ถ้ามีวันใดวันหนึ่งที่เขาต้องตายและแม่ก็ไม่ได้อยู่กับฉันอีกแล้วฉันคงต้องตายตามเขาไปแน่นอน”
นั่นคือ ความรู้สึกของหยางไค่ฮุ่ยในห้วงแห่งการจากกับเหมาสั้นๆ ในห้วงปี 1920
เป็นสถานการณ์อัน บุญศักดิ์ แสงระวี กล่าวถึงในหนังสือ “ครอบครัวปฏิวัติของเหมาเจ๋อตง” ว่า ต้นปี 1920 หยางชางจี้ถึงแก่กรรมในปักกิ่ง ครอบครัวหยางไค่ฮุ่ยจึงย้ายกลับมาฉางซาอีก
เหมาสั่งเสียให้เธอมุมานะพยายามแสวงหาความรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
หยางไค่ฮุ่ยเข้าเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมฝูเซียง ต่อมาก็ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาอีกหลายคน เคลื่อนไหวเลิกไว้ผมเปีย ตัดผมสั้นแบบทันสมัย และสมัครเข้าไปเรียนในโรงเรียนมัธยมเยะหยุน
เธอกับเพื่อนๆ ต้องประสบกับการโจมตีกลั่นแกล้งนานาประการ
เพราะการตัดผมสั้นสำหรับผู้หญิงสมัยนั้นถือเป็นการละเมิดขนบประเพณีดั้งเดิมของจีนอย่างร้ายแรง แต่ด้วยการยืนหยัดอย่างเด็ดเดี่ยวโรงเรียนจำต้องรับเธอและเพื่อนๆ เข้าเรียน
หลังจากนั้น 3 เดือนเหมาก็กลับมายังฉางซา