‘ท็อป’ไม่ทน-เจอโซเชี่ยลบูลลี่ – เป็นประเด็นร้อน หลังมีเพจดังเผยเรื่องแม่แฟนเก่าไม่ทิ้งนิสัยเดิม ขี้ขอ โดยขอให้ว่าที่สะใภ้ซื้อของแบรนด์เนมให้ จนชาวเน็ตพุ่งเป้าไปที่พระเอกหนุ่ม ‘ท็อป’ จรณ โสรัตน์ กับอดีตแฟนสาว ‘ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก’ กับสาวตาคม ‘น้องหยดน้ำ นัดดาภรณ์’ แฟนคนปัจจุบัน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ใบเฟิร์นที่ออกงานอีเวนต์ออกมาปฏิเสธข่าว ดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริง ยืนยันช่วงคบกันความสัมพันธ์กับแม่อดีตแฟนเป็นไปด้วยดี ไม่มีมาขอให้ซื้อของแบรนด์เนมให้อย่าง ที่ข่าวออกมา ส่วนเรื่องที่มีการพาดพิงถึงนักแสดงรุ่นพี่ ‘ขวัญฤดี กลมกล่อม’ แม่น้องหยดน้ำแฟนคนปัจจุบันหนุ่มท็อปอาจเพราะเล่นละครเรื่องเดียวกันคนเลยจับตา ไม่ได้โฟกัสพูดถึงเรื่องนี้ แต่พูดคุยกันเรื่องทั่วไป

ขณะเดียวกันหนุ่ม ‘ท็อป จรณ’ ที่ถูกโยง ก็ได้โพสต์รูปหน้าห้องฉุกเฉิน พร้อมเขียนแคปชั่นลงอินสตาแกรมส่วนตัวว่า “แม่สู้ๆ นะเข้มแข็งนะแม่ ที่ผ่านมาเราอดทนมาตลอด ต่อไปนี้ท็อปจะไม่ใจดีแล้ว ใครที่ทำอะไรไว้ต้องได้รับผลกรรมนั้น”
และล่าสุด ท็อปโพสต์ข้อความผ่านไอจีสตอรี่ตัวเอง “กราบขอบพระคุณทุกๆ คนที่เป็นห่วงครับ ตอนนี้คุณแม่ปลอดภัยดีแล้วครับ”
โดยผู้สื่อข่าวถามไปยังผู้จัดการส่วนตัวถึงอาการคุณแม่พระเอกหนุ่ม ซึ่งได้รับการเปิดเผยว่า “ตอนนี้คุณแม่ออกจากห้องฉุกเฉินแล้ว สาเหตุเกิดจากภาวะเครียดเรื่องข่าว ทำให้วูบ ส่วนสภาพจิตใจท็อปตอนนี้ดีขึ้น พอเห็นคุณแม่ล้มป่วยเพราะ ข่าวแบบนี้ เขาคงต้องจัดการดำเนินคดีทางกฎหมายกับต้นตอข่าวลือ จริงๆ ได้เข้าแจ้งความไว้ตั้งแต่ 25 ก.ค. ก่อนคุณแม่จะเข้าโรงพยาบาล ซึ่งเราและทนายกำลังรวบรวมหลักฐานส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ถึงในเพจดังกล่าวจะไม่เอ่ยชื่อเรา แต่ในคอมเมนต์มีการเอ่ยชื่อ หรือชี้ให้เข้าใจว่าเป็นเรา เราเป็นดารา เข้าใจเรื่องการมีข่าวแบบนี้ แต่ข่าวนี้ไปโจมตีคุณแม่เป็นหลัก ซึ่งท่านไม่ได้อยู่ในวงการ ไม่เคยเจออะไรแบบนี้ ท่านอายุ 60 กว่าแล้ว เป็นเรื่องเซ้นสิทีฟมาก”

ด้าน ‘ท็อป จรณ’ ออกมาเปิดใจถึงเรื่องดังกล่าวว่า “ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร พอเห็นข่าวที่กระจายออกไปก็เริ่มตกใจ แล้วพอเข้าไปอ่านคอมเมนต์ก็กังวลใจมากเลย เพราะมันพาดพิงถึงคนในครอบครัว”
มันคือเรื่องราวของเราตามที่เขาพูดถึงไหม หนุ่มท็อปกล่าวว่า “ผมว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระด้วยซ้ำ ไม่มีมูลความจริงเลย”
ส่งผลกระทบอะไรกับตัวเราและครอบครัวบ้าง พระเอกหนุ่มเผยว่า “จริงๆ กดดันและค่อนข้างเครียดมาก เพราะว่าครอบครัวเราไม่เคยเจออะไรแบบนี้ ผมเข้าใจ การเป็นบุคคลสาธารณะมีข่าวก็เป็นเรื่องปกติ แต่คนในครอบครัวไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับวงการบันเทิง แล้วต้องมาเจออะไรแบบนี้ มันไม่ควรเลย ก็เลยเป็นเหตุผลที่ผมและครอบครัวตัดสินใจดำเนินคดีกับเพจต้นตอของเรื่องนี้ ผมว่ามันถึงจุดที่ผมเองต้องลุกขึ้นมาปกป้องครอบครัวแล้ว แล้วผมว่าไม่ใช่แค่ผมที่เจออะไรแบบนี้ ยังมีคนอื่น มีครอบครัวอื่นที่โดนตัดสิน โดยโซเชี่ยลบูลลี่ ซึ่งมันไม่สมควรจะเจอ ไม่ควรที่จะต้องมีใครเจอเหตุการณ์แบบนี้ แล้วผมรู้สึกว่าคนที่ปล่อยข่าวเท็จ ต้องได้รับผลของการกระทำครับ”