ตู่ลั่นยังไม่ถกโผทหาร
ปรับครม.ทันกลางสค.

‘บิ๊กตู่’ เผยยังมีเวลาจัดโผทหาร ส่วนรายชื่อครม.ใหม่ยังไม่ทูลเกล้าฯ อ้างไม่รู้ ‘นฤมล’ ไขก๊อกโฆษกรัฐบาล จ่อนั่งรมช.แรงงาน ‘เทพไท’ จี้ปชป.โชว์ผลงาน 7 รัฐมนตรี ถ้ายังนิ่งเตรียมเสนอที่ประชุมส.ส.โหวต ใครต่ำกว่า 50% ต้องปรับพ้นเก้าอี้ ‘พีระพันธุ์’ ระบุ กมธ.ศึกษาแก้รธน.มีมติปลดล็อกมาตรา 256 เปิดทางแก้ไข พร้อมฟังความเห็นนักศึกษา ชงข้อสรุปต่อสภาภายใน 19 ก.ย. ‘จุรินทร์’ ยันปชป.เห็นด้วยแก้รธน.นำไปสู่ประชาธิปไตยยิ่งขึ้น กมธ.รับฟังความเห็นนักศึกษา เชิญตำรวจชี้แจง การดำเนินคดีผู้เห็นต่างทางการเมืองในสัปดาห์หน้า

‘บิ๊กตู่’ประชุมสภากลาโหม

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 31 ก.ค. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผู้ที่ได้รับมอบพระราชอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนตุลาการศาลทหารกรุงเทพ เป็นสักขีพยานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของตุลาการศาลทหารกรุงเทพ ประจำปี 2563 จำนวน 144 คน โดยมีพล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผบ.ทสส. พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผบ.ทร. พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผบ.ทอ. เข้าร่วม

เวลา 10.00 น. พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานประชุมสภากลาโหม โดยมีรายงานว่าก่อนการประชุมพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารระดับชั้นนายพลได้หารือวงเล็กกับพล.อ.ณัฐ และผบ.เหล่าทัพ ที่ห้องรับรองกระทรวงกลาโหม คาดว่าพูดคุยเรื่องโผทหาร เนื่องจากสิ้นเดือนก.ย.นี้จะมีผบ. 4 เหล่าทัพเกษียณอายุราชการ ได้แก่ ผบ.ทสส. ผบ.ทบ. ผปรับครม..ทร. และ ผบ.ทอ.

ไร้วาระพิจารณาโผทหาร

ต่อมาเวลา 11.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมสภากลาโหมถึงการพิจารณาโผทหารว่า ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเพราะยังมีเวลาอยู่ ซึ่งให้เหล่าทัพไปพิจารณาและต้องมีการประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารระดับชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหมอีกครั้ง ต้องพิจารณาด้วยความเป็นธรรมและให้ผบ.เหล่าทัพเป็นผู้พิจารณา ตนไม่มีการ สั่งการเพิ่มกับผบ.เหล่าทัพ ให้เขาทำมา เสร็จเมื่อไรก็เมื่อนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามเวลา
ผู้สื่อข่าวถามว่าครั้งนี้ผบ.เหล่าทัพเกษียณอายุราชการพร้อมกันหลายคนจะมีปัญหาในการพิจารณาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่มี และวันนี้ยังไม่ได้คุยเรื่องนี้ในที่ประชุมสภากลาโหม เพราะให้เวลาผบ.เหล่าทัพไปพิจารณา ต่อข้อถามว่านายกฯ ขีดเส้นต้องส่งรายชื่อเมื่อไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ให้ไปถามกำหนดการจากกระทรวงกลาโหมเพราะเกษียณเดือนก.ย.
เมื่อถามว่าพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองผบ.ทบ.จะอยู่กองทัพบกต่อ หรือจะมาเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยังพิจารณาความเหมาะสมอยู่ และเจ้าตัวต้องสมัครใจด้วย เรื่องการปรับย้ายไม่จำเป็นต้องขอความคิดเห็น จากสื่อ เพราะตนเป็นรมว.กลาโหม หน้าที่ใครก็หน้าที่ใคร อย่าให้วุ่นวาย บ้านเมืองวุ่นวายหลายเรื่องแล้ว ต้องทำให้บ้านเมืองสงบและมีเสถียรภาพบ้าง เพราะตนกลัวปัญหาเกิดขึ้นกับต่างประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายและเรื่องต่างๆ พยายามจะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ก็รอฟังแล้วกัน

ยังไม่ทูลเกล้าฯ โผครม.

ส่วนกรณีมีกระแสข่าวพร้อมทูลเกล้าฯ โผคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ซึ่งมีเวลาตามที่ตนวางไว้แล้ว (เสร็จภายในกลางเดือนส.ค.) อย่างที่บอกคือทำให้ทัน และนำเสนอให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่ง ขณะนี้ยังไม่ได้ส่งไป
ผู้สื่อข่าวถามว่านางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ยื่นหนังสือลาออกจากโฆษกประจำสำนัก นายกฯ แล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นเรื่อง ส่วนจะหาโฆษกประจำสำนักนายกฯ คนใหม่หรือไม่นั้น ตนยังไม่รู้

ต่อข้อถามว่านายกฯ จะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า จำเป็นต้องดูในภาพรวม ส่วนพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีจำเป็นต้อง เข้ามาช่วยดูสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนก็ดูอยู่เหมือนเดิม เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่าพล.อ.ประวิตรจะมาดูตำรวจ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่มี ท่านก็ทำงานของท่านเยอะอยู่แล้ว ผมก็ต้องช่วยแบ่งเบาภาระของท่าน”

‘นฤมล’ขึ้นแท่นรมช.แรงงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 30 ก.ค.ที่มีกระแสข่าวว่านางนฤมลยื่นใบลาออกจากตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกฯ ผ่านสำนักเลขาธิการนายกฯ ปรากฏว่าตลอดทั้งวันที่ 31 ก.ค.ผู้สื่อข่าวพยายามโทรศัพท์ติดต่อเพื่อสอบถามเรื่อง ดังกล่าว แต่นางนฤมลไม่รับสายและไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆ ขณะที่บุคคลใกล้ชิด รวมทั้งทีมงานหน้าห้องต่างไม่ทราบเรื่อง
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมาเป็นการแถลงข่าวมติการประชุมครม.ของนางนฤมล ในตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกฯเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งระหว่างการแถลงข่าวนางนฤมล มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยกับรองโฆษกประจำสำนักนายกฯทั้งสองคนตามปกติ แต่ภายหลังการแถลงข่าวผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงกระแสข่าวที่มีชื่อไปดำรงตำแหน่ง รมช.แรงงาน นางนฤมลรีบเดินขึ้นรถออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที และยังไม่มีใครพบเห็นว่ากลับเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล
รายงานข่าวเปิดเผยว่า ล่าสุด นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกฯ ได้ส่งใบลาออกจากโฆษกประจำสำนักนายกฯของนางนฤมล ให้กับพล.อ.ประยุทธ์ แล้ว

เปิดชื่อ 6 ว่าที่รัฐมนตรีใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ที่มีรายชื่อเป็นรัฐมนตรีใหม่ 6 คน ใน 7 ตำแหน่ง ได้ส่งแบบฟอร์มประวัติส่วนตัว วุฒิการศึกษาไปยังพล.อ.ประยุทธ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีชื่อ นายปรีดี ดาวฉาย เป็นรองนายก รัฐมนตรีและรมว.คลัง นายอนุชา นาคาศัย เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็น รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เป็น รมว.พลังงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็น รมว.แรงงาน และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็น รมช.แรงงาน โดยรายชื่อทั้งหมดได้เข้าสู่กระบวนการ ตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยแล้ว

‘เทพไท’จี้ปชป.ประเมินผลงานรมต.

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณี มีข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์จะปรับคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ออกจากรมช.ศึกษาธิการว่า ไม่เป็นความจริง เป็นเพียงการปล่อยข่าว หรือการโยนหินถามทางมากกว่า ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อคุณหญิงกัลยา เพราะการจะปรับรัฐมนตรีในส่วนของพรรคออกนั้น จะต้องประเมินผลงานของรัฐมนตรีตามข้อตกลง ของที่ประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีกับส.ส. ของพรรค ที่เกาะเสม็ด ภายใน 2 สัปดาห์

ขณะนี้ครบตามกำหนดที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรค รับปากไว้แล้ว ฉะนั้นในสัปดาห์นี้ น่าจะมีคำตอบที่ชัดเจน แต่หากยังไม่สามารถประเมินได้ตามที่กำหนด ตนจะเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาในวันที่ประชุมส.ส.พรรควันที่ 3 ส.ค. โดยให้รัฐมนตรีทั้ง 7 คน เสนอผลงาน ผ่านเอกสาร หนังสือสรุปผลงาน หรือคลิป ผลงานต่อส.ส.ของพรรคทั้ง 52 คนได้พิจารณา ใช้ผลโหวตจาก ส.ส. เป็นผลการประเมิน

ถ้ารัฐมนตรีคนใดผ่านเสียงโหวตเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ถือว่าสอบผ่าน เป็นรัฐมนตรีต่อไปได้ ถ้าต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ต้องปรับออกจากตำแหน่ง ซึ่งสร้างความเป็นธรรมให้กับรัฐมนตรีทั้ง 7 คน โดยไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้น พรรคต้องเร่งประเมินโดยเร็วที่สุด ซึ่งยังอยู่ในห้วงเวลาปรับครม.ที่นายกฯกำหนด ไว้กลางเดือน ส.ค. ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับครม.ที่นายกฯระบุจะเสร็จภายในกลางเดือนส.ค. พรรคควรเร่งประเมินผลงานรัฐมนตรีให้เสร็จโดยเร็วที่สุดด้วย

‘พีระพันธุ์’เผยถกแก้รธน.คืบ 90%

เวลา 09.20 น. ที่รัฐสภา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่าขณะนี้คืบหน้า 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว กมธ.พิจารณาเริ่มตั้งแต่หมวดแรกไล่มาเรื่อยๆ วันนี้จะพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นการเลือกตั้ง กมธ.อยู่ระหว่างสรุปผล ซึ่งกมธ.จะนำข้อเรียกร้องของกลุ่มนิสิต นักศึกษาและประชาชน มาประกอบการพิจารณาด้วย

ส่วนที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้กำหนดประเด็น การแก้ไข และสรุปรายงานเสนอต่อสภาภายใน เดือนส.ค.นี้ นายพีระพันธุ์ยืนยันว่า เราทำตามกำหนดเวลาอยู่แล้ว ซึ่งสภาขยายเวลาพิจารณาให้กมธ.ถึงวันที่ 23 ก.ย. แต่กมธ.ตั้งใจว่า จะส่งรายงานให้ที่ประชุมสภาภายในวันที่ 19 ก.ย. โดยจะรีบดำเนินการทุกอย่างให้เสร็จ ภายในเดือนส.ค.นี้ ซึ่งประเด็นที่จะเสนอต่อสภาจะมีเกือบทุกหมวด สรุปทั้งข้อดีและ ข้อเสีย ส่วนการจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล กมธ.มีหน้าที่เสนอความเห็นแต่ละหมวด แต่ละมาตรา ตรงไหนควรปรับปรุง ถ้าสภาเห็นชอบกับรายงานของ กมธ.ก็จะส่งต่อไปยังรัฐบาล จากนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะดำเนินการต่อไป

ยันนายกฯ ไม่ส่งสัญญาณอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าประเด็นที่มาของส.ว.ทาง กมธ.หารือกันแล้วหรือยัง นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ยังพิจารณาไม่ถึง ส่วนที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าได้จัดทำร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้จะนำมาพิจารณาด้วยหรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า นายปิยบุตร ซึ่งเป็นกมธ.เสนอว่าให้นำความคิดเห็นของกลุ่มนิสิต นักศึกษา และส่วนต่างๆ ที่เสนอมาประกอบการพิจารณาด้วย ไม่ได้มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ต่อข้อถามว่าจะเชิญบุคคลต่างๆ มารับฟังความคิดเห็นหรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า กมธ.เปิดรับฟังความคิดเห็นไปตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 และขณะนี้อนุกมธ.ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย เราไปรับฟังเองโดยไม่ต้องรอให้เขา มาพบ
เมื่อถามว่านายกฯ ได้ส่งสัญญาณแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ไม่มี เพราะการจะแก้หรือไม่แก้อยู่ที่รัฐบาล สภาทำหน้าที่เพียงศึกษาให้เห็นว่าแต่ละหมวด แต่ละมาตรามีข้อที่ต้องปรับปรุงอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ชงปลดล็อกมาตรา 256

นายพีระพันธุ์แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเปิดทางแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ง่ายขึ้น เพราะหากไม่แก้ในมาตราดังกล่าวจะไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนอื่นได้ รวมไปถึงข้อเสนอจากทุกภาคส่วนที่เสนอขอแก้ไขก่อนหน้านี้ด้วย และหากจะต้องยกร่างใหม่ทั้งฉบับก็อาจจะนำไปสู่การตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนจะได้ตั้งส.ส.ร.หรือไม่ก็สุดแล้วแต่รัฐบาล ทั้งนี้ หากสภาเห็นชอบตามรายงานของกมธ.ก็จะส่งต่อให้รัฐบาลพิจารณา ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะแก้ไขหรือไม่ หากรัฐบาลไม่แก้ เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะหน้าที่ของเรามีแค่นี้ ยืนยันว่า ทำงานตามหน้าที่ ไม่ได้ใช้การเมืองนำเหตุผล

ด้านนายโภคิน พลกุล ที่ปรึกษากมธ.กล่าวว่า กมธ.ได้ศึกษาและทำรายงานสรุปสภาหลายเรื่อง ทุกคนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ถ้าแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 และ เพิ่มเติมหมวดว่าด้วยการมีส.ส.ร.ก็จะคล้ายกับปี 2534 ที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนได้รัฐธรรมนูญปี 2540 ฉบับประชาชน หากแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 ได้คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือนจะได้ส.ส.ร. และใช้เวลา อีกประมาณปีครึ่งจะได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่แท้จริงนำมาใช้แทนฉบับปัจจุบัน รวมแล้วใช้เวลาราว 2 ปี

นวชีวินสกัดส.ว.-คสช.ล้วงลูก

ขณะที่นายภูมิวัฒน์ แรงกสิวิทย์ ตัวแทนแนวร่วมนวชีวิน นักศึกษาผู้ประท้วงด้วยการอดอาหารเข้ายื่นหนังสือต่อกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 สภาผู้แทนราษฎร ผ่านนายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีกมธ.หลายคน ร่วมรับหนังสือ เพื่อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งส.ส.ร.ที่ยึดโยงกับประชาชนทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงประเด็น
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ยึดโยงกับประชาชน กระบวนการสรรหาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทำให้เนื้อหามุ่งแต่สืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านกลไกของส.ว. ทำลายพหุวัฒนธรรม ตลอดจนใช้การลงประชามติที่ใช้การฟ้องร้องดำเนินคดีผู้รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จึงเป็นมูลเหตุทำให้ไม่สามารถสร้างฉันทามติซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญ จนเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่ความ ขัดแย้งและความรุนแรงของสังคมที่ยืดเยื้อ จึงขอให้มีการเปิดทางให้มีการเลือกตั้งส.ส.ร. ที่ยึดโยงกับประชาชน โดยต้องไม่มีกลไกให้ส.ว.ชุดนี้ และคสช.เข้ามามีส่วนแทรกแซงกระบวนการคัดเลือกส.ส.ร.ด้วย

‘อู๊ดด้า’ย้ำจุดยืนไปสู่ปชต.

เมื่อเวลา 08.00 น. ที่สนามบินดอนเมือง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปประชุมที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ถึงข้อเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มนิสิต นักศึกษาว่า พรรคเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และชัดเจนมาแต่ต้นว่าอย่างน้อยที่สุดควรแก้มาตรา 256 เพื่อสะเดาะกุญแจเปิดประตูสู่ความเป็นประชาธิปไตย ยิ่งขึ้นได้
ถ้าไม่แก้มาตรา 256 ก็ยากที่จะแก้ไขใน มาตราอื่นๆ เพราะมาตรา 256 ระบุให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากต้องใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ 2 สภารวมกันแล้ว ยังต้องมีเสียงของฝ่ายค้านไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และต้องมีเสียงของส.ว.รวมกันอีกไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 อีกทั้งการแก้บางประเด็นต้องทำประชามติก่อนด้วย ประกอบกับก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ยังให้มีกระบวนการท้วงติงได้อีก
“การแก้รัฐธรรมนูญจึงเหมือนถูกล็อกไว้ด้วยกุญแจดอกยักษ์ที่กำหนดไว้ในมาตรานี้ ดังนั้น การแก้มาตรา 256 จึงจำเป็นและเป็นการเปิดประตูสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นได้ โดยไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นอื่นๆ พรรคก็มีจุดยืนชัดเจนว่าประเด็นใดที่นำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นก็พร้อมสนับสนุน” นายจุรินทร์กล่าว

‘ภราดร’นั่งปธ.ฟังความเห็นนศ.

ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมนายคณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษก กมธ.วิสามัญรับฟังความเห็นของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุม กมธ.นัดแรกว่า ที่ประชุม มีมติให้นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน
นายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นรองประธาน คนที่ 1 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรองประธาน คนที่ 2
น.ส.ธนิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เป็นรองประธาน คนที่ 3 น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรองประธานคนที่ 4 และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เป็นเลขานุการ

เชิญตร.ให้ข้อมูล-สรุปใน 45 วัน

นายกรวีร์กล่าวว่า กมธ.ยังเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องที่เร่งด่วน กระแสสังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษ แม้จะได้รับกรอบการทำงานจากสภา 90 วัน แต่ กมธ.คาดว่าจะรับฟังความคิดเห็นของนักศึกษา และสรุปประเด็นสำคัญต่างๆ อาจใช้เวลา 30-45 วัน เพื่อเสนอเข้าสู่สภาให้สั้นที่สุด ก่อนเสนอรัฐบาลต่อไป โดยสัปดาห์หน้าจะเชิญหน่วยงานความมั่นคง คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มาให้ข้อมูล เรื่องการดำเนินคดีต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการแสดง ความคิดเห็นแตกต่างทางการเมือง รวมถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยด้วย
ด้านนายคณวัฒน์กล่าวว่า แม้เริ่มต้น กมธ.ชุดนี้จะติดลบในมุมมองของนิสิต นักศึกษา แต่เราจะรับฟังข้อเสนอ โดยมีจุดมุ่งหมายว่านิสิต นักศึกษา อยากเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางใด นอกจากนี้จะเชิญอดีต แกนนำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516, 6 ตุลา 2519 และพฤษภา 2535 มาให้ความคิดเห็นด้วย

คิกออฟศรีสะเกษ

นายคณวัฒน์กล่าวว่า กมธ.จะลงพื้นที่ร่วมสังเกตการณ์การชุมนุม และรับฟังความเห็นนักศึกษา โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เป็นตัวแทน เริ่มที่ จ.ศรีสะเกษ ในสุดสัปดาห์นี้ และจังหวัดอื่นๆ ต่อไปทุกพื้นที่ในลักษณะดาวกระจาย

“ยืนยันว่าไม่ได้มีการเตะถ่วงใดๆ หรือซื้อเวลา แต่เป็นความตั้งใจของ กมธ.ทุกคน และอยากขอความร่วมมือเวลาเราลงพื้นที่รับฟังความเห็น กมธ.ทุกคนมีธงและเห็นภาพสุดท้าย ว่านิสิต นักศึกษาอยากให้เป็นอย่างไร แต่เราจะมาพูดคุยกันถึงวิธีการ ทางออก ว่าจะทำ อย่างไรให้ประเทศเดินหน้าต่อไป โดยไม่มีการ นองเลือด ไม่มีการชนกันในระหว่างกลุ่มบุคคล กลุ่มรุ่น และทำอย่างไรที่จะหาทางออกที่จะอยู่ ร่วมกันอย่างสันติวิธี” นายคณวัฒน์กล่าว

รักลุงป้อม – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ยิ้มแย้มถ่ายภาพกับนักแสดงมโนราห์ ถือป้ายรูปหัวใจ ‘รักลุงป้อม’ ระหว่างเป็นประธานเปิด ‘มหกรรมสุขภาพดีหาดใหญ่ไทยแลนด์ 4.0’ ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 31 ก.ค.

‘ป้อม’ชูธงแก้ค้ามนุษย์ขึ้นเทียร์ 1

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ห้องประชุมมณฑลทหารบกที่ 42 (ค่ายเสนาณรงค์) อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจติดตามการปฏิบัติงานของศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า-ออก (PIPO) การตรวจสอบแรงงานในภาคประมงและปราบปรามการค้ามนุษย์ ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตั้งใจมาติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของหน่วยปฏิบัติ ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ และเป็นตัวแทนรัฐบาลมาแสดงความขอบคุณ พร้อมให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จของนโยบายสำคัญของรัฐบาล 2 ด้าน ที่ตนได้กำกับดูแลตลอด 6 ปี จนสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศปลดใบเหลืองการทำประมงผิดกฎหมาย เป็นใบเขียวให้กับประเทศไทย ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและอย่างต่อเนื่อง ถ้ารักษามาตรฐานไว้ไม่ได้ อียูจะกลับมาให้ใบเหลืองอีก สำหรับเรื่องการป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์ในปีนี้ตั้งเป้าหมายต้องขึ้นเทียร์ 1 ที่มีมาตรฐานขั้นต่ำของสหรัฐให้ได้

จากการรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ ในเป้าหมาย 22 จังหวัดชายทะเล ดีขึ้น แต่ขอย้ำให้ปฏิบัติเพิ่มเติม ดังนี้ ด้านนโยบายการประมงแห่งชาติ เน้นย้ำความสำคัญของศูนย์ PIPO ควบคุมตรวจสอบการเข้าออกท่าเทียบเรือของเรือประมงก่อนและหลังทำประมง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นการทำประมงที่ถูกกฎหมาย ส่วนการตรวจสอบแรงงานในภาคประมง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว 4 สัญชาติ ได้แก่ เมียนมา กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ต้องมิให้มีการรับแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ผ่านมาตรการคัดกรองในสถานกักตัวที่รัฐจัดให้ และการตรวจเชื้อโควิด-19 เข้าทำงานเด็ดขาด
ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสกัดกั้นการลักลอบพาคนต่างด้าวเข้าเมืองของขบวนการค้ามนุษย์ และห้ามมิให้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปมีส่วนรู้เห็นกับขบวนการนำพาและนักค้ามนุษย์ หากฝ่าฝืน จะดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญาอย่างเด็ดขาด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน