ฐานะ การเงิน ในปี 1920(84) – ทวีป วรดิลก ลงลึกในรายละเอียด กระบวนการเสริมสร้างวัฒนธรรมใหม่จะเริ่มต้นด้วยร้านจำหน่ายหนังสือ แต่แขนงงานของสมาคมที่จะมีเพิ่มขึ้นได้แก่ฝ่ายวิจัย ควบคู่ไปกับฝ่ายบรรณาธิการและฝ่ายจัดพิมพ์

โดยทางหนังสือจากจีนและต่างประเทศมีผู้สนใจอ่านวัฒนธรรมใหม่ทั่วไปทั้งหูหนาน ข้อสรุปต่อถ้อยแถลงนี้จะมีการเน้นย้ำที่มีความเอนเอียงเป็นพิเศษที่ว่า องค์กรนี้มิใช่วิสาหกิจที่เป็นการลงทุนเพื่อผลกำไรตามแบบเดิมที่เคยทำกันมา

มันเป็นการก่อตั้งขึ้นของ “พวกเราเพียง 2-3 คน”

ผู้มีความเข้าใจและเชื่อถือซึ่งกันและกันโดยสมบูรณ์ ผู้ลงทุนเพื่อองค์กรที่ประกอบการนี้จะไม่ถอนเงินทุนของตนคืนเป็นอันขาด และก็จะไม่มีการเรียกร้องเงินปันผลด้วย

การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันถือว่าต้องเป็นไปไม่มีที่สิ้นสุดชั่วนิรันดร์

ถ้ามันประสบความสำเร็จจะไม่มีใครคว้าเงินไปแม้แต่อีแปะเดียว ถ้าประสบความ ล้มเหลว ไม่มีเงินเหลือจากการลงทุนครั้งนี้แม้แต่อีกแปะเดียว เราก็จะไม่โทษกันและกัน เรามีความพอใจอยู่แล้วที่ได้รู้ว่า

บนแผ่นดินนี้ในเมืองฉางซาครั้งหนึ่งเคยมีสมาคมหนังสือที่เป็นของส่วนรวม ร่วมกัน

เหมาได้ลงชื่อเป็นผู้ลงทุน 1 ในผู้ถือหุ้น 160 คน ในวันที่ 1 สิงหาคม 1920 ก็ได้มีการเปิดประชุมผู้ถือหุ้นขึ้นที่โรงเรียนซึ่งเหมาเป็นผู้อำนวยการ ปรากฏว่า

จากจำนวนผู้ถือหุ้น 160 คนเงินทุนทั้งสิ้นมีจำนวน 1,000 เหรียญจีน (ประมาณ 100 ปอนด์)

วิทยาการแพทย์ซึ่งได้รับเงินอุดหนุนจากอเมริกาหรือ “มหาวิทยาลัยเยลในจีน” ก็ตกลงให้เช่าห้อง 3 ห้องเพื่อใช้เป็นสถานที่ขายหนังสือ ร้านขายหนังสือนี้มีชื่อว่า “ร้านขายหนังสือวัฒนธรรม”

เมื่อสมาคมเผยแพร่รายงานฉบับแรกในวันที่ 22 ตุลาคม 1920

คำถามอันเหมือนกับเป็นปัญหาประการแรกก็คือ เหมาหาเงินมาก่อตั้งสมาคมและร้านขายหนังสือได้อย่างไร เหมาได้รับมรดกมาเป็นเงินก้อนหนึ่ง ใช่หรือไม่

จะเป็นในรูปของที่ดินและเงินสดที่มีรายได้จากเงินลงทุนทางการค้า ใช่หรือไม่ ความข้อนี้น่าจะช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมในปี 1920 เหมาจึงไม่มีความเดือดร้อนในเรื่องการเงินเลยไม่ว่าจะเดินทางไปปักกิ่ง ขึ้นรถไฟจากปักกิ่งมาเซี่ยงไฮ้

ขณะที่เมื่อ 1 ปีก่อนหน้านี้เหมาต้องอัตคัดและฝืดเคืองในทุกสิ่งทุกประการ

แม้ว่าเหมาจะไม่ถอนเงินมาใช้ในฐานะผู้จัดการร้านขายหนังสือ แต่เหมาก็มีเงินเดือนประจำในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน

จนสามารถไปเช่ากระท่อมหลังหนึ่งนอกตัวเมืองฉางซาไว้พำนักด้วย

กระท่อมนี้อยู่ในไร่ผัก โดดเดี่ยวห่างจากผู้คน เหมาะแก่การที่เหมาจะศึกษา ค้นคว้าและเขียนหนังสือของตนอย่างยิ่ง

ทวีป วรดิลก อธิบาย ขยายความ เหมือนจะเป็นคำตอบด้วยว่า

ในโอกาสที่เหมาไปเยือนบ้านเกิดเมื่อกลับจากเซี่ยงไฮ้ใหม่ๆ ก็ได้ให้การศึกษาการเมืองแกน้องชาย และน้องสาวทั้ง 3 คน ทั้งเหมาเจ๋อหมิน เหมาเจ๋อถานและเหมาเจ๋อเจี้ยน

เมื่อเหมาจัดตั้งกลุ่มศึกษาลัทธิมาร์กซ์ น้องทั้ง 3 ก็ได้เข้าร่วมด้วย

ในฤดูหนาวปีเดียวกันนี้เองเหมาก็ได้อยู่ร่วมกับหยางไค่ฮุ่ยฉันสามีภรรยา ขณะนั้นเหมาอายุได้ 27 ปี หยางไค่ฮุ่ยอายุได้ 19 ปี

สามีภรรยาหนุ่มสาวก็ได้พำนักอยู่ในกระท่อมนอกเมืองซึ่งเหมาเช่าในอัตราเดือนละ 12 เหรียญ

เมื่อเหมามาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนประถมนั้นพอดีเป็นจังหวะที่ถานเหยียนไข่กำลังเป็นผู้ว่าราชการมณฑลหูหนานใหม่ๆ กำลังต้องการเสียงสนับสนุนจากประชาชน

จึงสนับสนุนแผนที่จะให้หูหนานได้เป็นอิสระ ปกครองตนเอง แยกตัวออกจากรัฐบาลกลาง

เกี่ยวกับปัญหานี้ หลี่ต้าเจาเคยเขียนบทความไว้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1919 สนับสนุนให้จีนมีการปกครองในรูปสหพันธรัฐ เห็นว่าเป็นหนทางเดียวที่จะสร้างจีนใหม่ขึ้นมาได้

เหมาสนับสนุนความคิดนี้เนื่องจากมีความชิงชังรัฐบาลขุนศึกในภาคเหนือ

และเชื่อว่าถ้าหูหนานมีความเป็นอิสระจะเจริญเร็วกว่านี้ เหมาจึงได้ผูกพันธมิตรเฉพาะกาลกับถานเหยียนไข่ และก็ได้เชื้อเชิญให้มาเป็นประธานในพิธีเปิดร้านขายหนังสือด้วย

ถานเมื่อมาเป็นประธานก็ได้รับเกียรติให้เป็นผู้เขียนตัวอักษรไว้ที่หน้าร้านหนังสือวัฒนธรรม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน