คุณูปการ เยือนปักกิ่ง รอบสอง(86) – เหมาเขียนบทความลงตีพิมพ์ในนิตยสาร “ซินหูหนาน” (หูหนานใหม่) โจมตีสภา ผู้แทนราษฎรของมณฑลหูหนานที่ทหารเป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งล้วนแล้วไปด้วยเจ้าที่ดินและผู้ดีชนบทด้วยถ้อยคำอันคมเข้ม
การโจมตีสภาเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญในหูหนาน ทำให้ผู้ปกครองพากันตกใจ
เมื่อเจ้าอิ่งทิได้กุมอำนาจก็ทรยศต่อความคิดต่างๆ ซึ่งตนเคยสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้มีการปราบปรามผู้ที่เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างรุนแรง
สมาคมของเราจึงต้องหันมาต่อสู้กับเจ้าอิ่งทิ
ข้าพเจ้ายังจำเหตุการณ์ครั้งหนึ่งในปี 1920 ได้เมื่อสมาคมซินหมินเซียะฮุ่ยจัดเดินขบวนเพื่อฉลองวันครบรอบปีที่ 3 ของการปฏิวัติรัสเซีย(วันที่ 7 พฤศจิกายน) ตำรวจเข้ามาปราบ
ผู้เดินขบวนบางคนชูธงแดงขึ้นในที่ชุมนุม แต่ตำรวจเข้ามาขัดขวาง
เมื่อผู้เดินขบวนอ้างมาตรา 12 แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่า ประชาชนมีสิทธิที่จะชุมนุม มีการจัดตั้งและกล่าวคำปราศรัยได้
แต่ตำรวจไม่รับรู้บอกว่าไม่ได้มาเพื่อฟังคำสั่งสอน หากมาเพื่อปฏิบัติตาม คำสั่งเจ้าอิ่งทิ
บทความของเหมากล่าวต่อไปว่า นับแต่นี้ไปข้าพเจ้าก็มีความเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นว่า มีแต่อำนาจการเมืองของมหาชนที่จะเป็นหลักประกันให้แก่ปฏิบัติการของมหาชนเท่านั้น
การปฏิรูปต่างๆ อย่างทรงพลังจึงจะเป็นจริงขึ้นมาได้
ในฤดูหนาวปี 1920 ข้าพเจ้าได้จัดตั้งคนงานการเมืองขึ้นเป็นครั้งแรก อาศัยอิทธิพลของลัทธิมาร์กซ์และประวัติศาสตร์การปฏิวัติรัสเซียเป็นเครื่องชี้นำ
บทความนี้เท่ากับเป็นการชี้ให้เห็นถึงทิศทางที่พัฒนายิ่งขึ้นของเหมาในทาง ความคิด
ในห้วงเวลานี้เองที่เหมาได้เปิดเผยให้ได้รู้ถึงรายละเอียดในทางการเมือง “ระหว่างที่ผมไปเยือนปักกิ่งครั้งที่ 2 ผมได้อ่านเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับเหตุการณ์ ในรัสเซียมาก
และก็เสาะหาวรรณกรรมเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์มีหนังสือ 3 เล่มที่ฝังใจผมอย่างลึกซึ้ง
ทำให้ผมมีศรัทธาในลัทธิมาร์กซ์ ผมรับลัทธิมาร์กซ์เข้ามาในฐานะที่มีการตีความในประวัติศาสตร์อย่างถูกต้อง
นับแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่เคยหันเหไปในหนทางอื่นเลย”
ทวีป วรดิลก เปิดเผยถ้อยคำของเหมาให้ได้รับรู้ว่าหนังสือ 3 เล่มคือ 1 Communist Manifesto แปลโดยเฉินวางเถา 1 Class Struggle ของ คาร์ล เคาสกี้ นักสังคมประชาธิปไตยเยอรมัน
1 Ehe History of Socialism โดย Kirkup ในฤดูร้อนปี 1920
นั่นเป็น 3 เล่มอันก่อให้เกิด “ความฝังใจ” อย่างลึกซึ้ง ซึ่งนำไปสู่การเน้นย้ำในกาลต่อมาของเหมาว่า “โดยทางทฤษฎีและโดยทางปฏิบัติในระดับหนึ่ง นับแต่นี้เป็นต้นไปผมก็ถือว่าผมเป็นมาร์กซิสต์คนหนึ่ง”
นั่นคือความหมายในการไปเยือนปักกิ่งหนที่ 2 ของเหมา
นั่นคือความหมายของเหมาในการพบและสนทนากับหลี่ต้าเจาที่ปักกิ่งในปลายปี 1919 นั่นคือ ความหมายของเหมาในการพบและสนทนากับเฉินตุ๊ซิ่วที่เซี่ยงไฮ้ในต้นปี 1920
ระหว่างหลี่ต้าเจากับเหมา ระหว่างเฉินตุ๊ซิ่วกับเหมาย่อมมีข้อตกลง “ร่วม”
หากมองจากที่ เชาวน์ พงษ์พิชิต ประมวล การเคลื่อนไหวของเหมาในปี 1920 ก็จะประจักษ์ในการเคลื่อนไหวในลักษณะ “จัดตั้ง” อย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการ
ก็จะสัมผัสได้ว่าภารธุระของเหมาดำเนินไปอย่างไร
นอกจากการเปิดร้านหนังสือวัฒนธรรมแล้ว ต่อจากนั้น เหมาและหยางไค่ฮุ่ยยังได้ก่อกระบวนการศึกษา โดยจัดตั้งโรงเรียนภาคค่ำรับนักเรียนจากในหมู่กรรมกร ช่างฝีมือและช่างสลักหิน
ทั้ง 2 ได้วางรากฐานทางความคิด ทางการจัดตั้ง
นั่นก็คือ การก่อตั้งแรงงานระดับมณฑลของหูหนานผ่านรูปแบบ “สโมสรกรรมกร” และรูปแบบของ “โรงเรียนภาคค่ำ”
เหมายังได้จัดทำวารสาร “วงการแรงงาน” ในเดือนพฤศจิกายน
สอดรับกับที่ ทวีป วรดิลก ระบุ เนื่องในวันครบรอบ 3 ปีการปฏิวัติรัสเซียได้ออกนิตยสารคอมมิวนิสต์รายเดือนแต่พิมพ์ออกได้เพียง 4 ฉบับก็ถูกสั่งปิด
การเคลื่อนไหวของเหมานับแต่กลับจากปักกิ่ง กลับจากเซี่ยงไฮ้ในปี 1920 จึงเข้มข้น