มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเผยผลสำรวจ ผู้ประกอบการย้ายฐานการลงทุนหลังสถานการณ์ โควิด-19 ระบุ “เวียดนาม-พม่า” เนื้อหอมสุด เหตุค่าแรงต่ำและให้สิทธิพิเศษทางการค้าเพียบ ส่วนไทยยังกังวลปัจจัยการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ ส่งผลกระทบ ให้นโยบายเศรษฐกิจไม่ต่อเนื่อง

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการได้สำรวจผู้ประกอบการต่างชาติ คือ จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย และอื่นๆ รวมทั้งผู้ประกอบการไทยที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยจำนวน 200 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย.-15 ก.ค.2563 ถึงปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจย้ายฐานการผลิตหลังเหตุการณ์โควิด-19

ผลสำรวจพบว่าผู้ประกอบการต่างชาติให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ด้านการค้า การลงทุน ต้นทุน ในการผลิต กฎหมายและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการนำเข้า-ส่งออก การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านการบริหารจัดการสุขอนามัย ขณะที่ผู้ประกอบการไทยยังคงคำนึงถึง ต้นทุนในการผลิตต่ำ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สิทธิประโยชน์ กฎหมาย และนโยบายรัฐบาล

นายอัทธ์กล่าวว่า หลังโควิด-19 ประเมินว่าในเรื่องการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการต่างชาติบุญจะหล่นทับประเทศเวียดนาม และเมียนมามากกว่าในแง่ปริมาณ เนื่องจากความได้เปรียบของแรงงาน ราคาถูกและการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะ เวียดนามที่ต่างชาติจะย้ายฐานการผลิตไปเป็นอันดับหนึ่ง

“ไทยอาจจะมีจุดที่ด้อยกว่าคือค่าแรงแพงกว่า และการเมืองยังไม่มีเสถียรภาพ ทำให้นโยบายเศรษฐกิจอาจไม่ต่อเนื่อง แต่ไทยมีจุดที่ได้เปรียบในแง่การมีแรงงาน มีฝีมือ และความพร้อมระบบสาธารณูปโภคที่ดีกว่า เป็นศูนย์กลางด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาค และ มีการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปที่มีมาตรฐานสากลมากกว่า ซึ่งจะทำให้มูลค่าการลงทุนของไทยยังสูงกว่า”

อย่างไรก็ตาม แผนการย้ายฐานการลงทุนของ ผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาในไทย หลังโควิด-19 คาดว่า ผู้ประกอบการจีนมีแผนจะมาลงทุนในผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ถุงมือยาง ส่วนผู้ประกอบการญี่ปุ่นมีแผนลงทุนผลิตภัณฑ์อาหาร, ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ, เครื่องมือทางการแพทย์ เนื่องจากไทยได้สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุนในด้าน การบริหารจัดการปัญหาโควิด-19

สำหรับสถานการณ์การลงทุนในประเทศไทยในช่วง 5 ปี (2558-2562) พบว่ามูลค่าการลงทุนของจีนขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งมีมูลค่า 261,706 ล้านบาท รองลงมาเป็นญี่ปุ่น 73,102 ล้านบาท ฮ่องกง 36,314 ล้านบาท สวิตเซอร์แลนด์ 23,823 ล้านบาท และไต้หวัน 20,087 ล้านบาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน