ไปต่อVSไปต่อไม่ได้ – รัฐบาลยืนยันว่า การปรับคณะรัฐมนตรีจะไม่มีผลต่อโครงการของ EEC เพราะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ลงนามกับคู่สัญญาต่างๆ ไปเรียบร้อยแล้ว เช่น
1.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ลงนามไปตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2562 ปัจจุบันหน่วยงานเจ้าของสาธารณูปโภค เช่น การประปานครหลวง การประปาภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กำลังดำเนินการรื้อย้ายส่วนสาธารณูปโภคดังกล่าวเพื่อเริ่มต้นก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูง
2.โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ลงนามไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 (ปัจจุบันอยู่ระหว่างการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลและ ฯลฯ
3.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ก็ลงนามสัญญาร่วมทุนไปแล้ว เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2563
4.โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมแหลมฉบังระยะที่ 3 ท่าเทียบเรือ F คณะกรรมการคัดเลือกกำลังเจรจาต่อรอง ผลตอบแทน
5.โครงการเขตอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล EEC อยู่ในระหว่างการจัดทำร่างเอกสารคัดเลือกเอกชน แต่หนังสือขอให้คณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม รายละเอียดการเข้าร่วมในโครงการของกลุ่มวิชาชีพที่มี พระราชบัญญัติควบคุมวิชาชีพ 4 องค์กร คือ สถาปนิก วิศวกรที่ปรึกษาและอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่ผ่านมากว่า 6 เดือน ไม่ปรากฏความก้าวหน้าแต่อย่างใด
เมื่อ 4 ส.ค. มีตัวแทนภาคประชาชนเข้ายื่นหนังสือต่อประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคมและขนส่งทางน้ำที่รัฐสภาเพื่อเสนอขอให้มีการสร้างสะพานเศรษฐกิจ ข้ามอ่าวไทยเชื่อมต่อ ระหว่างจ.เพชรบุรี ชลบุรี ระยะทาง 88 ก.ม. เพื่อควบคุมระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ และสอดคล้องกับการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก EEC จะเริ่มแนวความคิดระเบียงเศรษฐกิจอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและเวลา
โครงการอย่างนี้เคยเกิดเสนอขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกจะสร้างเกาะเทียมที่จะขวางทางน้ำทะเลหนุนสูงบริเวณอ่าวไทยเพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ แต่เมื่อศึกษาผลกระทบ สิ่งแวดล้อมแล้วไม่คุ้มค่าทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งจะมีผลกระทบกับสภาพแวดล้อมรุนแรง
ต่อมาก็มีโครงการทำถนนเลียบชายฝั่งสมุทรสาคร เพชรบุรีลงในอ่าวไทย เสนอโดย สจร. หรือสำนักการจราจรแห่งชาติในเวลานั้น ผลการศึกษาก็เช่นเดียวกับโครงการสร้างเกาะเทียม ก็คือไม่เกิดประโยชน์คุ้มค่ากับความสูญเสีย เสียหาย ก็เลยเลิกไป
ดังนั้น เมื่อมีข้อเสนอแม้มาจากประชาชนก็ตาม เรื่องที่จะคิดจะศึกษาก็คงไม่แตกต่างกันระหว่าง 2 โครงการนี้
สาระสำคัญก็คือ แม้จะมีการยืนยันว่าโครงการใน EEC กำลังดำเนินการต่อไป แต่สภาพการเปลี่ยนแปลงของการลงทุนเท่าที่ทราบในขณะนี้ก็คือ น่าจะยังไม่เกิดผลอะไรให้ เห็นอย่างที่มันควรจะเป็น แล้วจะไปเพิ่มสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดอะไรที่ไม่ควรจะเป็นเข้าไปอีก มันจะไหวหรือ คนคิดโครงการ EEC ก็หมดตำแหน่งไปแล้ว เห็นทีคงเป็นความคิดเรื่องนี้ เป็นครั้งที่ 3 ก็คิดต่อก็ได้ โครงการขุดคอคอดกระคิดมานับไม่ถ้วนก็ยังคิดอยู่