โดย จิรณัฏฐ์ จงประสพมงคล
‘เกรซ’16ปีกับโลกมายา จากไม่ตั้งใจจนรักในอาชีพ – ประเดิมงานแสดงแรกหลังตัดสินใจเป็นนักแสดงอิสระ สาว ‘เกรซ’ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า ก็ท้าฝีมือด้วยบท ‘ริตา’ พริตตี้สาวผู้โหยหาความรัก ในละคร “เริงริตา” ทาง GMM25
เชือดเฉือนกับนักแสดงรุ่นพี่ ‘เอมี่ กลิ่นประทุม’ และ 2 นักแสดงหนุ่ม ‘สมาร์ท’ กฤษฎา พรเวโรจน์ และ ‘ลี’ ฐานัฐพ์ โล่ห์คุณสมบัติ
วันนี้จังหวะดีมีโอกาสพูดคุยกับสาวเกรซ ที่มาเปิดใจทั้งเรื่องงานและความรัก

ฟีดแบ็กละคร ‘เริงริตา’ เป็นยังไงบ้าง?
เกรซ – “ดีนะคะ ส่วนใหญ่ฟีดแบ็กที่ชอบจะเป็นซีนที่เข้ากับน้องลี มีความสดใสน่ารัก กัดกัน ปากโป้งด่าทอ แต่มันน่ารัก ได้ยินแบบนี้ก็ชื่นใจมาก เพราะเป็นอะไรที่เราตั้งใจมากๆ เนื่องจากเป็นเรื่องที่หนักพอสมควร แล้วเป็นบทบาทที่ท้าทาย พยายามเล่นให้อยู่ในคำว่าพอดีมากที่สุด เรื่องนี้ เกรซ รับบท ริตา ผู้หญิง 2 บุคลิก มีด้านมืดและด้านสว่างในตัว ริตาเป็นโรคซึมเศร้า เป็นไบโพลาร์ ขึ้นๆ ลงๆ มีภาวะผิดปกติตั้งแต่เด็ก ตอนอยู่บ้านเด็กกำพร้ามีความหวังจะมีบ้านที่มารับอุปการะ แต่ก็โดนปาดหน้าเค้กไป จึงฝังใจ เป็นจุดทำให้รู้สึกว่าโลกนี้โหดร้าย ทำไมไม่ให้โอกาส ริตาต้องการโอกาสและต้องการความรักจากสังคม ด้วยเป็นเด็กกำพร้า เป็นผู้หญิงขายบริการ ทั้งหมดนี้เป็นจุดที่ทำให้ ริตาคิดว่าตัวเองด้อยค่า แล้วอยากเป็น อยากมีเหมือน เจนิส (เอมี่) เพื่อนที่เคยอยู่บ้านเด็กกำพร้าด้วยกัน แต่มีคนมารับอุปการะไป คิดว่านั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็นของเรา”
ตอนรู้ว่าต้องมาเล่นเป็นเด็กนั่งดริงก์และขายบริการ คิดนานไหม?
เกรซ – “คิดเหมือนกัน แต่พี่โอ๋ (กฤษฎา) ผู้กำกับฯ ถามว่าเกรซเชื่อใจพี่มั้ย เท่านั้นเลยที่ทำให้ตัดสินใจรับเล่น เราเคยร่วมงานกันแต่ไม่เต็มเรื่อง ครั้งนี้ได้กลับมาเจอเต็มๆ และถือเป็นละครที่ดราม่าที่สุด ดูจากฟอร์มเรื่องอาจจะว่าเกรซไม่เจ้าน้ำตา แต่ริตาสู้ชีวิตร้องไห้เยอะมาก เป็นละครที่ร้องไห้เยอะสุดในชีวิต”
ร้องไห้หนักมากแล้ว เปลืองตัวหนักมากด้วยไหม?
เกรซ – “ไม่เท่าไหร่นะคะ ละครเรื่องนี้เหมือนจะแรงจะแซ่บ แต่ไม่ได้แซ่บไปในทางที่จะสื่อเรื่องเพศขนาดนั้น หัวใจของเรื่องคือคนที่โหยหาความรักและเลือกเส้นทางเดินผิด แต่คิดว่าตัวเองถูก”
ตัวละครมีความซับซ้อนทางอารมณ์ กว่าจะสลัดออกจากตัวเองยากไหม?
เกรซ – “ไม่เลย เกรซเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว ชีวิตจริงก็เป็นคนขึ้นๆ ลงๆ ถ้าใครรู้จักจะรู้ว่าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เกรซเป็นคนปรับอารมณ์เร็ว ไม่เศร้านาน ฉะนั้นเวลาเล่นละครเกรซจะไม่มีติดมา เพราะเป็นอยู่แล้ว (หัวเราะ) คือถ้าไม่ได้เป็นคนที่จัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ อาจจะเป็นบ้าเหมือนกัน เพราะเบรกดาวน์ คือเดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะ”

การเข้าฉากกับ สมาร์ท (กฤษฎา) และลี (ฐานัฐพ์) แตกต่างกันไหม?
เกรซ – “แตกต่าง เราจะเรียกพี่สมาร์ท ว่าพ่อ (หัวเราะ) เขาจะมีบุคลิกลักษณะ มีความเป็น ‘ระวี’ มากๆ เป็นหนุ่มในฝัน ในเรื่องเราต้องชอบเขาหลงเขา แต่เขาจะมีความเย่อหยิ่งทะนงตัว ริตาคิดว่าตัวเองสามารถเอาชนะผู้ชายได้ทุกคน ยกเว้นคนนี้ เลยเกิดความท้าทาย ส่วนลีเจอกันครั้งแรกน้องไม่พูดเลย คงตื่นเต้นเพราะเป็นละครเรื่องแรกของเขา ส่วนใหญ่เขาจะเจอกับนักแสดงวัยใกล้เคียงกัน เรื่องนี้มาเจอคนอายุมากกว่าเลยเกร็ง เราก็มีการละลายพฤติกรรม ชวนเขาคุย แกล้งเขา เพื่อให้เกิดความเป็นกันเอง เพราะในเรื่องต้องเล่นถึงเนื้อถึงตัว ด่ากันไปมา ถ้าไม่สนิทกันหรือทำให้น้องคลายความกังวลไปได้ กำแพงตรงนี้จะไม่หายไปและออกมาไม่เต็มที่”
ในละคร เคมีดูเข้ากันมาก?
เกรซ – “ใช่ มีคนบอกเหมือนกัน คิดว่าเสน่ห์ของตัวละครริตากับนนท์ (ลี ฐานัฐพ์) คือความเรียลของพื้นฐานคนที่ชอบกัดกันมาก่อน ไม่ได้มีความรักหวานจ๋า แม้กระทั่งในช่วงที่รักกันแล้วก็ตาม อันนี้คือเป็นสิ่งที่น่ารักและพยายามเล่นให้มันพอดี แล้วคนดูก็เริ่มจิ้นคู่ริตากับนนท์ ออกแนวคู่รักต่างวัยนิดนึง (หัวเราะ)”
จากบทนี้มีคนส่งข้อความแปลกๆ มาบ้างไหม แบบจะขอซื้อบริการอะไรแบบเนี้ย?
เกรซ – “มีค่ะ มาขอซื้อ มาเจรจาเป็นข้อตกลง เขาอินมาก แต่ส่วนตัวไม่ซีเรียส ความที่เป็นดาราด้วยแหละเรื่อง ข้อความแปลกๆ มันเข้ามาอยู่แล้ว ตราบใดที่เขาไม่ได้มาขู่ฆ่าตาม ถึงบ้านก็ปล่อยไป อาจจะเป็นความมโนของแฟนละคร”
เรื่องแรกในฐานะนักแสดงอิสระ คาดหวังและกดดันแค่ไหน?
เกรซ – “ไม่เลยค่ะ เกรซทำงานอย่างสบายใจ ส่วนตัวคิดว่าเป็นความกดดันและความคาดหวังของคนอื่น เลยไม่เก็บมาแบกไว้กับตัวเอง จนทำให้รู้สึกเกร็งและไม่มีความสุขว่าเดินมาทางนี้แล้วจะพลาดไม่ได้ ละครเรื่องหนึ่งไม่มีใครบอกได้ตั้งแต่แรกว่ามันจะดัง”
ตอนนี้ก็ยังเป็นนักแสดงอิสระไปเรื่อยๆ?
เกรซ – “ใช่ค่ะ เกรซชอบการเป็นอิสระ เพราะชอบทำอะไรหลากหลาย เลยอยากทำอะไรได้โดยไม่มีอะไรกั้น ร้องเพลงก็อยากรายการก็อยาก ละครก็ชอบ อยากทำหมด”

เคยคิดไหมว่าจะอยู่วงการนาน 16 ปี?
เกรซ – “มันเข้ามาแบบไม่ตั้งใจ ไม่ได้อยากเข้า พ่อแม่ไม่ได้สนับสนุน ตอนนั้นเลยไม่ได้มีความรักตรงนี้มาก เด็กๆ ชอบเพลง ชอบดนตรี เล่นเปียโน แต่ไม่คิดว่าจะเป็น นักร้อง ชอบก็คือแค่ชอบ ไม่เคยมีความคิดว่าจะต้องไปประกวดร้องเพลง แต่มันจับพลัดจับผลูได้ประกวดมิสทีนฯ พอได้ตำแหน่งก็ต้องเล่นละคร เลยยาวมาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้รักในอาชีพนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว รู้สึกว่าถ้าไม่ได้ถ่ายละครจะอยู่ยังไง ความที่ชอบร่วมงานกับคนอื่น ไม่สามารถอยู่กับที่ได้ เลยรู้สึกว่าเราต้องทำงานตรงนี้ไปจนแก่แน่ๆ เลย”
แสดงว่าจะอยู่ในวงการไปยาวๆ?
เกรซ – “คิดอย่างนั้นนะคะ ด้วยยุคสมัยนี้มันเปิด อีกหน่อยคำว่านักแสดงอิสระจะกว้างขึ้น แล้วเราสามารถทำได้หลากหลาย อาจจะไม่ได้เป็นแค่นักแสดง อาจจะไปทำอย่างอื่นก็ได้ที่เกี่ยวกับวงการบันเทิง ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารักและมีแพสชั่นกับมัน เลยคิดว่าจะอยู่ตรงนี้ไปตลอดตราบที่ยังไหว”