เร้นหาย ไปจาก ฉางซา(91) – ความคิดอันผ่านการครุ่นคิด ไตร่ตรองจนแจ้งชัด การสร้างสรรค์อันมากมายหลายหลาก มักจะประสานเข้ากับการเคลื่อนไหวทางการปฏิบัติอย่างเร่าร้อนของเหมาอย่างแน่นแฟ้น
ดำเนินไปตามบทสรุปที่ว่า เหมา “นั่งลงพูด ลุกขึ้นทำ”
ในชั่วเวลาอันสั้นหน่วยย่อยลัทธิคอมมิวนิสต์หูหนานก็เป็นหน่วยที่มีรากฐานการจัดตั้งดีที่สุด และงานในการโฆษณาลัทธิมาร์กซ์ และการดำเนินงานด้านกรรมกรก็โดดเด่นที่สุด
ผลสำเร็จได้รับการรับรองจากผู้แทนของสมัชชาครั้งที่ 1 พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นเอกฉันท์
ทวีป วรดิลก ระบุว่า บรรยากาศทางการเมืองของมณฑลหูหนานในห้วงเวลานั้นมีแต่การใช้อำนาจเผด็จการทรราชของเจ้าอิ่งทิ ต้นปี 1921 คนงานทอผ้าในฉางซาพร้อมใจกันนัดหยุดงาน
โดยเรียกร้องให้ได้ทำงานวันละ 10 ชั่วโมงและเดือนหนึ่งให้ได้หยุดงาน 1 วันจากที่ไม่เคยมีวันหยุด
ผลที่ตามมาก็คือ เจ้าอิ่งทิ ถึงกับบัญชาการตำรวจให้เข้าทำร้ายคนงาน นอกจากนี้ องค์การจัดตั้งของนักเรียน นักศึกษา และสหภาพแรงงานก็ถูกสั่งห้ามหมด
นี่คือลักษณะ 2 ด้านอันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในหูหนาน
ในระหว่างการเผด็จอำนาจของขุนศึกเจ้าอิ่งทิ กับ การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ที่กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดเข้มข้นนี้เอง คืนหนึ่งในเดือนพฤษภาคม 1921
เหมาก็หายตัวไปจากฉางซาอย่างเงียบเชียบ เร้นลับ
การหายตัวไปอย่างเงียบเชียบ เร้นลับครั้งนี้ มิใช่เพื่อหลบหนีจากอำนาจเผด็จการของเจ้าอิ่งทิเหมือนกับที่เคยทำในยุคของจางจิงเหยาเมื่อปี 1919 หากแต่เพื่อภารกิจที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตของเหมา
นั่นก็คือ การเข้าร่วมประชุมก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้น
จำเป็นต้องให้ความสนใจต่อข้อมูลอัน จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ ระบุ จดหมายเชิญฉบับหนึ่งมาถึงมือเหมาในฉางซา พร้อมกับเงินจำนวน 200 หยวน
เมื่อปี 1921 เงิน 200 หยวนเกือบเท่าเงินเดือนที่เหมาได้จากการสอนหนังสือ 2 ปี
และมากเกินพอสำหรับที่จะใช้ในการเดินทาง เท่าที่รู้ นั่นคือครั้งแรกที่เหมาได้รับเงินสดจากมอสโก
เหมาเลือกเหอซุเหิง เพื่อนวัย 45 ขึ้นมาเป็น ผู้แทนคู่กับเขา
ทั้ง 2 ออกเดินทางมา (จากฉางซา) อย่างค่อนข้างจะเงียบเชียบในตอนเย็นของ วันที่ 29 มิถุนายน ด้วยเรือกลไฟลำเล็กๆ ท่ามกลางฟ้าครึ้มฝน
และปฏิเสธเพื่อนที่อาสามาส่ง
แม้สมัยนั้นจะไม่มีกฎหมายห้ามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ทั้งคู่ก็มีเหตุผลที่ต้องทำทุกอย่างเงียบเข้าไว้ เพราะเรื่องที่พวกเขาพาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องนี้ถือเป็นการกบฏ รวมหัวกันจัดตั้งองค์กร
ด้วยเงินสนับสนุนจากต่างประเทศโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะยึดครองอำนาจด้วยวิธีที่ผิดกฎหมาย
หากเปรียบเทียบกับข้อมูลของ เชาวน์ พงษ์พิชิต ในหนังสือ “วิพากษ์ประธานเหมา” ที่อ้างอิงจากฮันซูหยินในเรื่อง “สายน้ำทะลักในยามเช้า”
ก็อาจจะมีบางอย่างแตกต่างบ้าง แต่เป้าหมายตรงกัน
เหมาเจ๋อตงกับเหอซุเหิง เพื่อนคนหนึ่งจากฉางซาเดินทางไปเซี่ยงไฮ้อย่างลับๆ ในค่ำวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม 1921
โดยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนไปร่วมประชุมผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 1
การเคลื่อนไหวของเหมาระหว่างเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกรกฎาคม 1921 จากฉางซาไปยังเซี่ยงไฮ้ เป็นการเคลื่อนไหวอันมีลักษณะประวัติศาสตร์
ทรงความหมายยิ่งต่อพัฒนาการและการเติบใหญ่
พัฒนาการของลัทธิมาร์กซ์ในสังคมประเทศจีน เติบใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน อันเป็นเครื่องมืออย่างสำคัญในการต่อสู้ทางความคิด ทางการเมือง
ผ่านกระบวนการจัดตั้งอย่างทรงพลานุภาพ
กล่าวสำหรับตัวของเหมาเองนี่คือการเติบใหญ่และพัฒนาการจากการแสวงหาอย่างสับสนในห้วงแห่งการเป็นนักเรียนโรงเรียนฝึกหัดครูกระทั่งไปเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
เขาเปลี่ยนจาก “นักปฏิรูป” ในเบื้องต้นกลายมาเป็น “นักปฏิวัติ” ในที่สุด