รายงานพิเศษ
ปรากฏการณ์ชูสามนิ้วในโรงเรียนของบรรดานักเรียนมัธยมฯ ที่รวมพลังต่อต้านรัฐบาล และขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
เป็นที่ฮือฮาของสังคม และสร้างความตื่นตระหนกให้พ่อแม่ผู้ปกครองไม่น้อย
การแสดงออกดังกล่าวของนักเรียนสะท้อนอะไร มีความเห็นจากนักวิชาการ ดังนี้

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
อดีตอธิการบดี มธ.
เริ่มเรื่องมาจากนักศึกษาจนถึงนักเรียน เป็นคน GEN Z คนที่กำลังเป็นหนุ่มเป็นสาว ฉะนั้นแง่นี้แปลว่าเขาได้แสดงความคิด ความอ่าน หรือเจตนารมณ์ของเขาในเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศชาติ เพราะทั้งรุ่นและจำนวนมีมากอย่างไม่น่าเชื่อ
ส่วนตัวยังประหลาดใจไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ และไม่คาดว่าจะขยายวงกว้างไปขนาดนี้ ไม่ได้จำกัดกลุ่มแล้วแต่ขยายกว้างไปยังภาคเหนือ อีสาน และใต้แล้ว
ดูแล้วถ้าเป็นการออกมาจากความไม่พอใจในแง่การเมือง การปกครอง เขาเล็งเป้าไว้ชัดเจนแล้วว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ โดยเขาเรียกร้องคือประชาธิปไตย เสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ
แต่รวมถึงปัจจัยเรื่องของประเด็นสังคมและวัฒนธรรมด้วย คือเป็นประเด็นที่ถูกกดทับเยาวชนคนหนุ่มสาวนานมาก ประเด็นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับรุ่นนี้ แต่มันเกิดตั้งแต่ก่อนรุ่นเบบี้บูมเมอร์แล้ว คือมีการกดทับของผู้ใหญ่กับ ผู้น้อย เรื่องของคนที่เกิดก่อนและคนที่มาทีหลัง
เรื่องเหล่านี้ถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมซึ่งฝังอยู่ในครอบครัว กดทับกันมาเป็นชั้นๆ ตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตายาย มาถึงรุ่นพ่อแม่ ในแง่ของคนที่มีอายุมากกว่าก็จะบอกว่า ตัวเองรู้ดีกว่า อาบน้ำร้อนมาก่อน จงเชื่อแล้วทำตัวให้ดี เช่น การแต่งตัว ทรงผม และต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว ทุกอย่างที่ว่ามานี้เป็นวัฒนธรรมที่ฝังลึกอยู่ไม่ใช่เฉพาะด้านการเมือง
แม้ดูผ่านๆ อาจบอกว่าเป็นเรื่องการเมืองก็ตามเพราะการออกมามีการเล็งเป้าไปที่นายกฯ แต่การปราศรัยของนักเรียนเป็นความอัดอั้นตันใจแล้วระเบิดออกมา เหมือนตัวเองไม่มีสิทธิเลือกอะไรเองเลย แล้วต้องทำตามที่ใครบอก เรื่องนี้เป็นประเด็นวัฒนธรรมที่สะสมมายาวนาน
เมื่อได้ฟังการอภิปรายของเหล่านักเรียนแล้ว ยังกลับมาคิดว่าเราก็เคยผ่านเหตุการณ์หรือสิ่งเหล่านั้นมาแล้ว เพียงแต่เรายอมรับแล้วสยบ แต่มาถึงกลุ่มคนรุ่นนี้เขาไม่ยอมสยบให้ คือเขามีสติปัญหาและข้อมูลในเชิงประจักษ์ เขารู้ทันผู้ใหญ่ และเหมือนจะรู้มากกว่าผู้ใหญ่ ด้วยสังคมแบบนี้เขามีสื่อโซเชี่ยลมีเดีย
ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ช็อกต่อเหตุการณ์เหล่านี้ นักเรียนที่ขึ้นเวทีอภิปรายได้ฟังแล้วยังมองว่าเขาไปไกลแล้ว ต้องเรียกว่าเป็นกบฏทางความคิด หรืออาจเป็นการปฏิวัติทางความคิด วัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ปัจจุบันก็เป็นได้ เขาเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองสังคม เปลี่ยนทุกอย่างในโลกไปแล้ว
วันนี้ผู้ใหญ่ต้องฟัง เชื่อว่าแม้จะไม่ฟังก็ทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้ เขาไปไกลแล้ว อาจเหมือนนกที่ปีกกล้าขาแข็ง และกำลังจะบินออกจากรังแบบไม่กลับรังแล้วด้วย
รัฐบาลต้องฟังเด็กๆ บ้าง แต่ไม่แน่ใจว่ามาตรการที่รัฐบาลเล่นมาตลอดเหมือนว่าต้องการเอาแพ้เอาชนะ ไม่แน่ใจผู้ใหญ่ที่มีอำนาจมีสติปัญญาจะรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ หรือรู้แต่อาจคิดแบบเดิมๆ ว่าเมืองไทยเป็นแบบนี้ก็ปล่อยให้เป็นไปแบบเดิม บทสุดท้ายก็จับเด็กมาลงโทษ สั่งสอนว่าทำแบบเดิมจะได้ดีเหมือนรุ่นผู้ใหญ่
แต่ต้องอย่าลืมทุกวันนี้สังคมเปลี่ยนไปแล้ว อะไรที่มันเดิมๆ มันจะไม่เหมือนเดิมแล้ว
อรรถพล อนันตวรสกุล
คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ
ไม่ควรมองเป็นเรื่องประหลาดแต่เป็นเรื่องปกติ เรื่องบวก เป็นโอกาสที่จะหาทางออก ถกเถียง พูดคุย สะท้อนความตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ เป็นบรรยากาศของยุคสมัย เป็นความตื่นตัวร่วมกันของภาคพลเมือง ผู้ใหญ่ต้องเคารพให้เขามีบทบาทช่วยให้สังคม
และปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดกับทั่วโลกไม่เฉพาะเมืองไทย เพราะการรับรู้และสื่อเข้าไปใกล้ตัวคนทุกคนโดยเฉพาะคน รุ่นใหม่ อีกทั้งวันนี้การชุมนุมไม่ได้กระจุกตัวแค่ในชุมชนเมือง แต่การแสดงออกของเยาวชนขยายไปตามต่างจังหวัด โลกดิจิตอลแนวราบและสะท้อนความรู้สึกร่วม
อีกทั้งไม่ใช่แค่เด็กโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เท่านั้น โรงเรียนสาธิต โรงเรียนเอกชนก็มีส่วนร่วม สะท้อนว่าหรือช่วง 5-6 ปี มีนโยบายหรือการสั่งการ กะเกณฑ์จากกระทรวงไปกระทบโรงเรียน จนเกิดความรู้สึกร่วมว่าผู้ใหญ่ไม่เคารพการแสดงออกของพวกเขา
ผู้ใหญ่จึงต้องมีสติ ปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากตัวเด็กแต่อยู่ที่พวกเราที่ด่วนสรุป ไม่รับฟัง อย่างเคสที่เกิดในโรงเรียนเป็นตัวอย่างที่ครูไม่ทันตั้งหลัก แต่ผ่านมา 2 วัน มีคำสั่งจากรัฐมนตรีให้โรงเรียนเปิดกว้างให้เด็กแสดงความเห็น
โรงเรียนไม่ควรห้าม เพราะทำในโรงเรียนเซฟเด็กที่สุดแล้ว ดีกว่าไปอยู่ข้างนอก โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต้องเปิดกว้างให้เด็ก กลายเป็นว่ากระทรวงศึกษาธิการแอดวานซ์กว่า ขณะที่กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ยังไม่มีอะไรออกมา
เรื่องนี้ยังสะท้อนว่าระเบียบของโลกใหม่คือการเคารพสิทธิของกันและกัน เราสอนเรื่องสิทธิกับเด็กมากกว่า 20 ปี สอนเขาถึงการปกป้องสิทธิ การมีส่วนร่วม วันนี้เขาทำหน้าที่ในฐานะพลเมือง แต่ผู้ใหญ่ไปละเมิดสิทธิเขา เอาตำรวจมาจับ ปัดมือถือตกแตก เป็นการกระทำต่อหน้าแล้วจะให้เขาศรัทธาอย่างไร
ผู้ปกครองบอกว่าเราไม่คุยการมืองที่บ้าน แล้วเด็กๆ จะไปคุยที่ไหน ที่โรงเรียนก็ไม่ให้คุยอีก เมื่อเขาออกมาอย่างนี้ก็ตกใจ พ่อแม่บางคนท้วงติงการสอนเรื่อง 14 ตุลา 6 ตุลา เป็นการล้ำเส้นไปกะเกณฑ์โรงเรียน คิดว่าปกป้องเด็กแต่เป็นการดูถูกขีดความสามารถของเขา ผู้ใหญ่ควรปรับมุมมองเรื่องการเมืองและประชาธิปไตย
เชื่อว่าไม่จบใน 2-3 วันนี้ แต่บรรยากาศจะอึมครึมไปสักพัก การควบคุมยิ่งทำให้คนเคลื่อนไหวมีคำถาม จากที่บอกให้เปิดพื้นที่ให้เด็ก นายกฯ พูดเอง แต่เด็กที่เคลื่อนไหวมีคนมาบันทึกภาพ มีการจับกุม จึงเกิดความไม่ไว้วางใจว่าผู้ใหญ่ไม่ได้ฟังอย่างที่พูด
เด็กๆ ไม่ได้อยู่ในความขัดแย้งด้วย พวกเขาโตไม่ทันสงครามสีเสื้อ แต่ผู้ใหญ่เอาสีเสื้อไปแปะให้เขา ทั้งที่เขาเพิ่งโตเมื่อ 6-7 ปีหลัง การบอกว่าเขาเป็นฝั่งโน้นฝั่งนี้ แสดงว่าผู้ใหญ่ไม่พร้อมเปิดใจรับฟัง รีบผลักโดยระบุว่ามีคนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามไม่ดี
รีบบอกแล้วว่าใครชักใย ดูถูกความคิดคน เมื่อเรามีธงแสดงว่าเราไม่พร้อมเปิดใจ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู อยู่กับเขามาตลอดย่อมรู้ว่าเขาฟังใครแล้วคิดตาม
และเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์มากเมื่อการเคลื่อนไหวของเด็กๆ ไม่มีแกนนำ การชุมนุมของนักศึกษาก็ไม่มีแกนนำ เป็นความตระหนักในบรรยากาศสังคม แต่มีความพยายามเชื่อมโยงว่าคนนั้นคนนี้เป็นแกนนำ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ข้อเรียกร้องที่ออกมามีทั้งที่เขาเห็นตรงกัน และข้อเรียกร้องที่แตกต่างไปเฉพาะพื้นที่ ไม่ใช่กระบวนการเดียวกัน
มีมูฟเมนต์ใหม่ทางการเมือง เป็นองค์ประกอบให้ความขัดแย้งมีทางไป การมีคนรุ่นใหม่ ไม่ได้แบกอคติเสื้อเหลือง-เสื้อแดง แต่เข้ามาด้วยเป้าหมายของเขา ทำให้พอคุยกันได้
แต่ตอนนี้ผู้ใหญ่กลับรีบผลักเขาไปอยู่ในความขัดแย้งหลายปีก่อน ทั่วโลกหมดยุคการด่วนสรุปเรื่องผู้สมคบคิด สมมติฐานของฝ่ายความมั่นคงสมัยก่อนคงไม่ใช่แล้ว การมีคำตอบแบบสำเร็จรูปต้องระวัง
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี
คณะสังคมศาสตร์ มช.
การชูสามนิ้วของนักเรียนสะท้อนสึนามิของขบวนการนักเรียน และสิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมนักเรียนที่ลุกขึ้นตั้งคำถามครูเรื่อง 6 ตุลา ทั้งที่อยู่มัธยมฯต้น นักเรียนที่ลุกมาแสดงออกอายุเด็กลงเรื่อยๆ
ต้องยอมรับช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลทหารปกครองด้วยระบอบอำนาจนิยมมาถึงจุดนี้ สร้างความล้มเหลวทั้งระบบการเมือง ยุติธรรม และเศรษฐกิจ เป็นช่วง 6-7 ปีที่พวกเขายังเด็กอยู่แต่เติบโตมาในยุคแห่งความล้มเหลวทั้งระบบ และทวีความล้มเหลวมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาโดยเฉพาะความยุติธรรมที่ไม่มีฟังก์ชันคนทำผิดลอยนวล เศรษฐกิจย่ำแย่ในระดับที่เยาวชนอายุขนาดนี้ออกมาพูดว่า เงินภาษีประชาชนที่เอาไปใช้ไม่ช่วยให้ผู้คนลืมตาอ้าปากได้
การลุกขึ้นชูสามนิ้ว รวมทั้งสื่อสึนามิของกระบวนการนักเรียนจึงเป็นไปโดยไม่ได้เป็นขบวนการ หรือเครือข่ายการจัดตั้ง สะท้อนภาวะฟางเส้นสุดท้ายของการอดทนต่อความล้มเหลวระบบการเมือง ระบบยุติธรรมและเศรษฐกิจ นักเรียนซึ่งยังไม่ได้ทำมาหากินก็ยังทนไม่ไหว แสดงว่าสังคมอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่สุดๆ
เด็กออกมาไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง คนทำผิดลอยนวล ผู้ไม่มีอำนาจถูกจับขัง ประชาชนลืมตาอ้าปากไม่ได้ สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ พอมีกลุ่มคนออกมาเรียกร้องจึงจุดติดได้ง่ายๆ และขานรับทั่วประเทศโดยไม่ต้องมีการจัดตั้ง
เราไม่เคยเห็นสภาวการณ์แบบนี้มาก่อนเลยตั้งแต่ช่วง 14 ตุลา ไม่เคยมีการกระจายออกสู่ภูมิภาคของกระบวนการนักศึกษาหรือนักเรียน ตอนนี้แม้แต่โรงเรียนเล็กๆ จังหวัดเล็กๆ นักเรียนพากันชูสามนิ้ว ตั้งคำถามและจัดเวทีพูดคุย
แง่หนึ่งสะท้อนว่าการรับรู้ของเยาวชนส่วนใหญ่จะ อยู่นอกห้องเรียน และจิตสำนึกของพวกเขาไปไกลเกินกว่าโรงเรียนจะควบคุมภายใต้ระบอบอำนาจนิยมได้อีกต่อไปแล้ว
พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ต้องฟังให้มากขึ้น โดยเฉพาะครู อาจมีครูที่เข้าใจนักเรียนแต่มีไม่น้อยที่ใช้ความรุนแรงกดดัน คุกคาม จะใช้วิธีแบบนายกดหัวทาสมันเป็นไป ไม่ได้เพราะเราเลยจุดนั้นมาแล้ว
น่าแปลกใจมากว่าไทยก้าวข้ามช่วงยุคสมัยผ่านอะไรมานานแล้ว แต่อำนาจนิยมในโรงเรียนไม่เคยเปลี่ยน ยังคงมีการกดนักเรียนผ่านเนื้อตัวร่างกาย ใช้อำนาจที่ไม่เกี่ยวกับห้องเรียน การเรียนการสอน หรือการสร้างเสริมสติปัญญา มาทุ่มเทกับเรื่องอื่นๆ เช่น ทรงผม ความยาวกระโปรง การทาแป้ง วุ่นวายกับเครื่องแบบซึ่งไร้สาระ
รัฐต้องรับข้อเสนอสามข้อ สองจุดยืน หนึ่งความฝัน แต่ตอนนี้ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เห็นทำอย่างเดียวคือปฏิเสธว่าสิ่งที่ตำรวจทำไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แล้วใช้สมมติฐานเดิมๆว่ามีการชักจูงเด็กไปในทางที่ผิดโดยกลุ่มนั้นกลุ่มนี้หรือแกนนำบางคน
ถ้ารัฐยังคงใช้วิธีรอให้ซาไปเอง รอให้กระแสอ่อนแรงไปเอง รอครบวาระแล้วค่อยมาจัดการกันใหม่จะไม่ใช่ทางออกอีกต่อไป ตรงข้ามสถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้นและกว้างขวางขึ้น
ยิ่งรัฐใช้มาตรการเดิมๆ แบบที่พวกอำนาจนิยมชอบใช้ คือคิดบนสมมติฐานว่ามีแกนนำ จัดการแกนนำแล้วคนพวกนี้ก็จะเงียบสงบซึ่งเป็นวิธีเก่าของรัฐทหาร มันใช้ ไม่ได้แล้ว สถานการณ์หลังจากนี้ไปจะเกิดการเคลื่อนไหวในทุกระดับ ทุกหย่อมหญ้ามากยิ่งขึ้น