คลังแจงถังแตกเพราะโควิดทุบเศรษฐกิจ ทำภาคส่งออก- ท่องเที่ยวย่ำแย่ ชี้ขอกู้เงิน 2.1 แสนล้าน เพื่อสำรองจ่ายปีงบประมาณ 2564 เนื่องจากคาดรายได้รัฐปีนี้หลุดเป้า บวกกับเลื่อนชำระภาษีออกไปอีก ด้านผู้ว่าฯ แบงก์ชาติชี้กู้เงินทำได้ แต่ต้องลดภาระค่าใช้จ่ายประจำของรัฐด้วย

กระทรวงการคลังออกแถลงชี้แจงกรณีคณะรัฐมนตรีอนุมัติกู้เงินเพิ่มเติมอีก 2.14 แสนล้านบาท เนื่องจากเงินคงคลังไม่พอใช้ว่า การขออนุมัติกรอบการกู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 214,093 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจทั่วโลก

เศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพิงต่างประเทศค่อนข้างมาก ทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง รวมทั้งผลที่เกิดขึ้นต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพของประชาชนในทุกสาขาอาชีพ ที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ

การหดตัวของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ตลอดจนการดำเนินมาตรการด้านการคลังต่างๆ ของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับ ผลกระทบ ประกอบกับการเลื่อนระยะเวลาชำระภาษีได้ส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ พ.ศ.2563

เพื่อเตรียมการรองรับการใช้จ่ายของรัฐบาลในช่วงต้นปีงบประมาณ พ.ศ.2564 และเพื่อให้การดำเนินมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไปได้อย่างต่อเนื่อง กระทรวงการคลังจึงจำเป็นต้องขออนุมัติกรอบการกู้เงิน ซึ่งจะพิจารณากู้เงินตามความจำเป็นเท่านั้น

ทั้งนี้ระดับเงินคงคลังของรัฐบาลในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยสถานะเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนก.ค. 2563 อยู่ที่ระดับ 282,141 ล้านบาท และคาดว่าสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เงินคงคลังอยู่ในระดับที่เพียงพอที่จะรองรับการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ และดำเนินมาตรการที่จำเป็นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยในระยะต่อไป

ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เรื่องสำคัญต้องพิจารณาว่าเงินกู้ที่ได้มาจะนำไปใช้กับโครงการอะไร ซึ่งควรจะเน้นให้เกิดการจ้างงาน ใช้ในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจหลังจากช่วงวิถีชีวิตใหม่ และต้องเป็นโครงการที่ช่วยให้ภาคธุรกิจขยายตัว

อย่างไรก็ตามนอกจากการเพิ่มบทบาทการใช้จ่ายภาครัฐ มีประเด็นที่ต้องคิดอย่างจริงจังถึงความสามารถหารายได้ในอนาคต ซึ่งมีหลายเรื่องที่ทำได้ เช่น เรื่องของฐานภาษีทรัพย์สินซึ่งปัจจุบันมีการเก็บในสัดส่วนที่น้อยมาก นอกจากนี้ต้องลดบทบาทของภาครัฐในระยะยาว รายจ่ายภาครัฐบางประเภทต้องปรับลดลง โดยเฉพาะรายจ่ายประจำต้องปรับให้เหมาะสม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน