ผ่าทางตันรธน.‘ไม่แก้ไข-เขียนใหม่’

เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) จัดงานเสวนา “ผ่าทางตันรัฐธรรมนูญไทย ไม่แก้ไข เขียนใหม่เท่านั้น” โดยมีนักวิชาการร่วมเสวนา ดังนี้

นายสามชาย ศรีสันต์

อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์

ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ม.ธรรมศาสตร์

รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ดีไซน์มาเพื่อประชาชน แต่ดีไซน์มาเพื่อคนบางคน กลุ่ม คนบางกลุ่ม สร้าง ความเสื่อมถอยของกระบวนการยุติธรรม ไม่ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ

ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้สร้างสังคมทหาร กฎระเบียบไม่เท่ากับคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งขัดขืนไม่ได้ ห้ามโต้แย้ง เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นไปเพื่อความมั่นคงของรัฐ ไม่ใช่เพื่อประชาชน ทำให้ทหารเข้ามาสอดแทรกการบริหารราชการแผ่นดินได้ในทุกระดับ

แม้จะเขียนโดยให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่ต้องอยู่ภายใต้ความมั่นคงของรัฐ เช่น มาตรา 25 หรือ มาตรา 34 เมื่อตรากฎหมายแบบนี้เท่ากับลิดรอนสิทธิประชาชน หรือ พ.ร.บ.ความความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ที่ให้อำนาจ กอ.รมน.ซึ่งเป็นโครงสร้างทหารเข้าไปแทรกแซงเรื่องความมั่นคง ไม่ใช่แค่การป้องกันประเทศ แต่เป็นความมั่นคงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคน เช่น ทรัพยากรต่างๆ ที่เราเข้าใจง่ายๆ คือนโยบายทวงคืนผืนป่า เป็นกระบวนการที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าไปแทรกแซงการพัฒนาประเทศ ควบคุมชาวบ้านไม่ให้มีปากมีเสียง

การที่กลุ่มเยาวชนนิสิต นักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้ เพราะพวกเขาถูกกดทับ ภาพเผด็จการในหลายสิบปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้องออกมาเคลื่อนไหว เพราะรู้สึกว่าพึ่งพาผู้ใหญ่ไม่ได้

รัฐธรรมนูญในอดีตที่เคยทำประเทศเป็นบ้าน ประชาชนอยู่อย่างสงบสุข แต่วันนี้กลับเป็นบ้านที่มีแต่ทหารเข้ามาอยู่ และส่งคนในบ้านออกไปเป็นรั้วของชาติแทน พูดอะไรก็กระทบกับความมั่นคงของชาติ ทุกอย่างวิปริตไปหมด เพราะรัฐธรรมนูญเขียนยึดโยงไว้ให้เราพูดไม่ได้

รัฐธรรมนูญปัจจุบันนิยมเผด็จการ โดยรัฐใช้อำนาจผ่านองค์กรอิสระที่ละเมิดสิทธิประชาชน เพื่อให้รัฐอยู่ในอำนาจต่อไป ซึ่งไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และละเมิดประชาธิปไตย จึงต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่าน ส.ส.ร.

เพื่อความรวดเร็ว ควรต้องทำประชามติก่อน เพื่อให้ประชาชนแสดงเจตจำนงว่าอยากให้มีการแก้ไข เมื่อเสียงประชาชนออกมาเป็นอย่างไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลต้องดำเนินการไปตามผลประชามติ ส.ว.ต้องทำตามเสียงประชามติ จากนั้นจึงค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญตาม มาตรา 256

ผมมองว่าควรยุบสภาเลย เพื่อเลือกตั้งใหม่โดยใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 เพื่อให้ได้รัฐบาลใหม่เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญ

 


นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล

คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่

ฉายารัฐธรรมนูญปี 2560 คือปราบโกง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น

มีตัวอย่างเยอะแยะทำให้รู้ว่ามีปัญหา คือ 1.ทำให้เกิดความวิปริต ทำเรื่องผิดเพี้ยนให้ถูกอธิบายว่าชอบด้วยกฎหมาย เช่น ที่มาของ ส.ว. องค์กรอิสระมีเรื่องให้ด่าจนเอือม หรือแม้แต่การรับรองสิทธิเสรีภาพ แค่คนถือป้ายคนเดียวชุมนุมกลับผิดกฎหมาย

2.ขัดหรือฝืนต่อการเปลี่ยนแปลง คือแทบไม่เปิดช่องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหัวใจของระบอบประชาธิปไตย ต้องเปิดโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวระบบของมัน แต่รัฐธธรรมนูญฉบับนี้กลับแก้ได้ยาก มีกับดักหลุมพรางเต็มไปหมด นอกจาก ส.ส.ต้องเห็นชอบแล้ว ต้องได้ ส.ว.เห็นชอบด้วย

มาถึงวันนี้ขอตั้งฉายาใหม่ คือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับทำบ้านเมืองลุกเป็นไฟ หากยังแก้ไขไม่ได้ บ้านเมืองลุกเป็นไฟแน่นอน

สำหรับข้อเรียกร้องของนิสิต นักศึกษา 3 ข้อ 2 จุดยืน 1 ความฝันนั้น อยากเสนอว่าต้องหยุดการคุกคามรวมทั้งการรัฐประหารด้วย เพราะหากยังมีการคุกคามอยู่เรื่อยๆ ต้องมีปฏิบัติการโต้กลับ เช่น กรณีที่นักเรียนไปชุมนุมที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ เมื่อถูกคุกคาม ควรใช้วิธีหยุดเรียนเพื่อรักษาสวัสดิภาพ หรือหากมีการรัฐประหาร ต้องมีการเตรียมมาตรการตอบโต้ แต่อย่าลุกฮือใช้กำลัง เพราะสู้เขาไม่ได้

หากเอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกไป จากตำแหน่งได้ เรื่องก็ไม่จบ เอารัฐบาล ออกไปทั้งหมดเรื่องก็ไม่จบ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีความหมายหรือราคาในทางการเมืองเลย

ที่ต้องนึกถึง ไม่ใช่แค่การโค่นล้มรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องจำแนกเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว การต่อสู้เชิงโครงสร้างอำนาจ โดยเฉพาะอำนาจส.ว.ในการเลือก นายกฯ ที่ต้องจัดการ

ที่สำคัญต้องแยกมิตรและฝ่ายตรงข้ามออกจากกัน การเคลื่อนไหวที่ดีขณะนี้คือเริ่มมีคนที่เคยยืนตรงข้ามฝ่ายประชาธิปไตย เริ่มกลับมายืนอยู่ข้างประชาธิปไตยแล้ว ดังนั้นการขยายแนวร่วมเพื่อโดดเดี่ยวเผด็จการ ถือเป็นเรื่องจำเป็น

ตอนนี้เห็นการเคลื่อนไหวของหลายกลุ่มในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แนวทางแรกคือให้มี ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อร่างเสร็จต้องผ่านกระบวนการประชามติ มีข้อดี คือทำให้เปลี่ยนระบบการเมืองใหญ่ แต่กระบวนการนี้ต้องใช้เวลาแน่นอน รวมทั้งการทำประชามติ ไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร

ส่วนแนวทางแก้รายมาตรา พุ่งเป้าไปที่ประเด็นสำคัญ ไม่ต้องใช้วิธีการทำประชามติ กลุ่มที่เสนอแนวทางนี้อาจเห็นว่าระหว่าง การตั้ง ส.ส.ร. รัฐบาลยังมีองค์กรอิสระค้ำคอ ดังนั้นต้องแก้เรื่องอำนาจ ส.ว.และระบบ เลือกตั้งที่สะท้อนความเห็นของประชาชนได้มากขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้น่าสนใจ

ส่วนการล่ารายชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น อย่าไปหยุดแค่ 5 หมื่นชื่อ ไปให้ถึงแสนคนยิ่งดี เพราะปริมาณที่มาก จะมีส่วนในการกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลง และคิดว่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในเร็วๆ นี้แน่นอน

 


นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด

หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร

คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์

กรอบเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากอยาก ผลักดันไปสู่กติกาที่ทุก ฝ่ายยอมรับได้ คงต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปีเป็นอย่างเร็ว

ในความหมายทางเศรษฐกิจ ช่วงเวลาดังกล่าวจะอยู่ในจุดที่ดิ่งอยู่ในเหว และไม่รู้ว่าจะขึ้นจากเหวได้หรือไม่ พูดแบบสุภาพคือเป็นภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในระยะแบบฟื้นตัวช้าๆ และเปราะบาง ซึ่งขึ้นกับการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่นับรวมการแพร่ระบาดของ โควิด-19 รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

ความเปราะบางทางเศรษฐกิจของไทยจะขึ้นกับการเมือง ขณะนี้ชนชั้นนำเริ่มเกิดความกังวลที่จะเดินตามรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะรัฐบาลปัจจุบันนำแล้วไม่มีฝีมือ เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น ที่คิดว่าจะคุมประชาชนได้ ก็ตรงกันข้าม กลับนำไปสู่ความไม่ชอบธรรมและความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เกิดความกดดัน

เมื่อชนชั้นนำที่เคยได้ประโยชน์จากเผด็จการ เริ่มคิดผิด ก็นำไปสู่การกดดันใหัรัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำต่อความเปราะบางทางเศรษฐกิจ

ตอนนี้อาจยังไม่เห็นภาพชัดเหมือนตอนปี 2540 ที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่หากพ้นเดือน ต.ค.หมดเวลาการยืดหนี้ไปแล้ว จะเกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ทางเศรษฐกิจ คนที่เป็นแกนนำทางเศรษฐกิจต้องลดความเสี่ยงทางการเมือง คือการแก้รัฐธรรมนูญ

ภายในปีนี้จะเห็นการถอยของรัฐบาลมาถึงจุดต่ำสุดที่รัฐบาลพอยืดได้ คือการยอมให้ตั้ง ส.ส.ร.ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี ซึ่งเขาไม่ได้อยากอยู่จุดนี้ เขาไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญ แต่ตอนนี้รัฐบาลเริ่มรับแรงกดดันทั้งจากทางการเมืองและเศรษฐกิจไม่ไหว

กลุ่มนิสิต นักศึกษาและพวกเราทุกคน จึงต้องรักษาโมเมนตัม บรรยากาศทางการเมืองแบบนี้ไว้เพื่อนำไปสู่การตั้ง ส.ส.ร. ให้ได้

ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรานั้นก็มีความจำเป็น เราไม่ได้อยากเป็น ผู้ชนะฝ่ายเดียว แต่ต้องการกติกาที่เป็นที่ยอมรับผ่านการตั้ง ส.ส.ร.

เนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะมีการโต้เถียงกันอย่างเข้มข้น รวมถึงการได้มาซึ่งรัฐบาลและส.ว. ซึ่งจะมีการตั้งคำถามว่าจำเป็นต้องมี ส.ว.หรือไม่ เชื่อว่าเป็นหัวข้อที่ต้องพูดกัน และมีโจทย์อีกมากที่ต้องคุยกันว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ถือเป็นการสร้างอนาคตที่ดีที่สุดสำหรับพวกเรา

เมื่อ ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ นำไปสู่การลงประชามติ ยังเหลือขั้นตอนของการเลือกตั้งและการมีรัฐบาลใหม่ ก็จะมาสู่โจทย์สำคัญว่าต้องปิดสวิตช์ ส.ว.ดีหรือไม่ ผมเสนอว่าต้องปิดสวิตช์ ส.ว.ไปเลย

ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ต้องรอ ควร เลือกตั้งได้นานแล้ว เราต้องสร้างกระแสเรื่องนี้ ที่เขาพยายามเลือกตั้งทีละจังหวัดที่เขาจะ ชนะนั้น เราอย่ายอม ต้องให้มีการเลือกตั้งไปพร้อมๆ กัน

วันนี้ต้องไม่ตั้งคำถามว่าน้องๆ เยาวชนนิสิตนักศึกษาจะทำสำเร็จหรือไม่ แต่ต้องตั้งคำถามว่าเราจะช่วยน้องๆ ให้ทำสำเร็จได้อย่างไร จะสำเร็จหรือไม่ต้องช่วยน้องๆ ให้ดีที่สุด สู้เพื่ออนาคตของลูกหลาน

 


นายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ธรรมศาสตราภิชาน วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์

สถานการณ์การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นการเคลื่อนไหวที่มีความสัมพันธ์อย่างสูงกับประวัติศาสตร์การเมืองและรัฐธรรมนูญไทย

ความชอบธรรมของรัฐบาลมาจากอำนาจอธิปไตยของประชาชนในปี 2475 แต่เมื่อรัฐบาลใช้อำนาจไม่ชอบธรรมย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลง ช่วงนี้เป็นช่วงขลุกขลัก พอถึงปี 2490 ทุกอย่างเริ่มราบรื่น เดินไปด้วยเสียงมหาชน ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2540 ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่ยอมรับหลักการสิทธิประโยชน์ของประชาชน ถือเป็นช่วงปฏิรูปการเมือง ทุกคนหวังว่าผ่านช่วงเหตุการณ์เดือนตุลาฯ เราได้บทเรียนกันเยอะมาก น่าจะเข้าสู่การเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพเสียที นำไปสู่การเปิดพรรคการเมืองด้วยนโยบายประชานิยม

แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นจากการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการเปิดเวทีต่อสู้จากภาคประชาสังคมที่ยืดเยื้อ สร้างนัยยะทางการเมือง เป็นความ ขัดแย้งที่ยาวนานกินทั้งเวลาและพื้นที่ ขยายไปทุกจุด ผู้เข้าร่วมจำนวนมาก และมีความเชื่อว่าจุดจบคือการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

เมื่อเกิดความรุนแรง สุดท้าย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ขณะนั้นก็ออกมารัฐประหารเพื่อยุติความขัดแย้ง

หลังจากนั้นประเทศมีการประท้วงกันเรื่อยๆ ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ทั้งหมดเกิดขึ้นด้วยรูปแบบเดียวกัน คือการใช้อำนาจนอกระบบเอาชนะกัน

เมื่อมาถึงการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็สร้างความไม่พอใจ

การเมืองที่ผ่านมาไม่มีใครยอมรับหลักการของใคร ใช้เสียงใช้ปริมาณออกมาสู้กัน แต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มนิสิตนักศึกษาในครั้งนี้ เริ่มด้วยแนวทางที่ต่างจากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อสีต่างๆ ไม่ได้ต้องการใช้ปริมาณโค่นล้มรัฐบาล ไม่ได้ต้องการ

เปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่

รัฐธรรมนูญฉบับต่อไปที่จะเกิดขึ้น ต้องสร้างการยอมรับบนฐานที่กว้างขวาง เช่น สิทธิเสรีภาพ การได้มาซึ่งรัฐบาล เหล่านี้ต้องเป็นมาตรฐานที่วิญญูชนรับได้ ต้องเป็นเหตุผลที่ชาวบ้านเข้าใจและทำได้จริง ไม่ใช่เขียนเพื่อมาลงโทษกัน โดยประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร

ขณะนี้การเคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษา ถือว่าสำเร็จแล้ว ไม่ใช่เป็นไปเพื่อการปฏิวัติ แต่เป็นการจุดชนวนความคิดให้คนมองเห็น เปิดประตูเปิดช่องให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ สงบ เราต้องรับฟังให้ดี

คราวนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ หรือ 6 ตุลาฯ แล้ว เรากำลังเข้าสู่ศตวรรษใหม่ที่สร้างการเปลี่ยนผ่าน เราต้องยกนิ้วให้ เพราะเป็นการเริ่มขบวนการสร้างความถูกต้องตามหลักการ เป็นการใช้พลัง ใช้เหตุผล ความถูกต้องชอบธรรม ไม่ใช่ใช้อุดมคติลอยๆ

ผมเชื่อในพลังบริสุทธิ์ว่าจะได้รับเสียงตอบรับจากทั่วโลก ที่จะประณามว่าคนไทยส่วนหนึ่งทำไมไม่ยอมรับความชอบธรรมนี้ ต่อให้เราฝืนก็คงอยู่ไม่ได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน