18 ปี ได้ชัย ยึดกุมอำนาจ(101) – หนังสือ “เหมาเจ๋อตง ฮ่องเต้นักปฏิวัติ” ของ ทวีป วรดิลก ได้ให้ภาพของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจากที่ประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 1 แตกแขนงออกไปจากที่มีการสรุปเมื่อเขียนประวัติศาสตร์พรรค
โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นอันเป็นปมในทาง “ทฤษฎี”
ปัญหาที่สำคัญที่สุดที่ที่ประชุมอภิปรายโต้แย้งกัน ได้แก่ การที่จะทำลายสังคมกระฎุมพีลงไป หรือว่าจะหาเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างงานเปิดเผยกับงานลับ
ซึ่งจะทำให้พรรคสามารถดำเนินการโดยเปิดเผยกับสังคมได้
ผู้เข้าร่วมประชุมโต้แย้งถึงปัญหาที่ว่า คนงานสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันให้ “แผ่ขยายทัศนะของตนให้กว้างขวางยิ่งๆ ขึ้นไป” และ “เข้าร่วมในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการพิมพ์เอกสารเผยแพร่ให้คนงานสามารถโฆษณาโดยเปิดเผยถึงทฤษฎีคอมมิวนิสต์”
แม้ว่าในขณะเดียวกันนั้นก็เป็นการเปล่าประโยชน์ที่หวังว่า “จะสามารถสร้างสังคมใหม่ขึ้นมาภายในระบอบเก่าได้” ผลที่สุดคนงานต้องเรียนรู้ว่าจะสามารถปลดแอกตนเองได้อย่างไร
เพราะย่อมเป็นไปไม่ได้ “ที่จะปฏิบัติด้วยการบังคับไปจน สัมฤทธิ์ผล”
ในวันสุดท้ายของการประชุมสมัชชาครั้งนี้ซึ่งไม่มีผู้แทนโคมินเทิร์นเข้าร่วมด้วย ผู้เข้าประชุมชาวจีนตั้งปัญหาว่า การที่จะให้ชนชั้นกรรมาชีพสร้างพันธมิตรกับพรรคการเมืองอื่นๆ และส่วนต่างๆ ในสังคมนั้น
มีความหมายที่แท้จริงอย่างไร และขุนศึกทั้งหลายคือศัตรูที่สำคัญที่สุด ใช่หรือไม่
หลังจากที่ได้มีการอภิปรายกันสั้นๆ แต่ร้อนแรงก็ได้มีข้อเสนอแนะว่า สำหรับอนาคตที่จะมีขึ้นมาโดยรีบด่วน พรรคคอมมิวนิสต์จะต้องระดมความสนใจมาอยู่ที่การจัดตั้งคนงานโรงงานขึ้นมา
ส่วนการจัดตั้งชาวนาและทหารในกองทัพให้รอไว้ก่อน
ไม่ว่าบทสรุปจากประวัติพรรคคอมมิวนิสต์จีน ไม่ว่าบทสรุปจากที่ ทวีป วรดิลก ประมวลและศึกษามาตรงกันในประเด็นที่เน้นในเรื่องคนงานและชนชั้นกรรมาชีพ
นี่ย่อมเป็นภารกิจโดยพื้นฐานและเป็นหัวใจของพรรคคอมมิวนิสต์
กระนั้น ในประเด็นการเปลี่ยนผ่านจากสังคมทุนนิยมไปสู่สังคมสังคมนิยมก็ดำเนินไปดังที่มีการตั้งข้อสังเกต นั่นก็คือยังไม่ชัดเจน
ไม่ชัดเจนเพราะยังไม่บรรลุถึงบทสรุปที่ว่าจีนเป็น “กึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา”
มีปมมากมายอันเป็นผลสะเทือนจากการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 1 ไม่ว่าจะมองผ่านทางด้านเฉินตุ๊ซิ่ว ไม่ว่าจะมองผ่านทางด้านเหมาเจ๋อตง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของจางกว๋อเถา จากปักกิ่ง
ทวีป วรดิลก ระบุว่า ผู้เข้าร่วมประชุมเป็นผู้แทนของกลุ่มศึกษาลัทธิมาร์กซ์หรือมาร์กซิสต์ทั่วประเทศซึ่งมีทั้งสิ้น 57 คน เฉพาะหูหนานมีมากที่สุดคือ 16 คน
เดิมกะกันว่าจะเลือกเฉินตุ๊ซิ่วเป็นประธานในที่ประชุม
แต่เฉินตุ๊ซิ่วมาร่วมประชุมไม่ได้ และได้มอบให้หลีฮั่นจุนเป็นผู้แทนในที่ประชุม เหมาเจ๋อตงเป็นเลขานุการของที่ประชุม
นี่ย่อมต่างไปจากข้อมูล จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ ที่ว่าจางกว๋อเถาทำหน้าที่เป็นประธาน
ทวีป วรดิลก ระบุด้วยว่า จากการต่อสู้ด้วยเลือดและชีวิตเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ เหมากับจางกว๋อเถาก็กลับมายืนอยู่ตรงข้ามคนละขั้วโลกกัน
คนหนึ่งถูกประณามว่าทรยศ อีกคนหนึ่งเป็นผู้นำของประเทศ
หนังสือ “เหมาเจ๋อตง ฮ่องเต้นักปฏิวัติ” เขียนและเริ่มลงเป็นตอนๆ ในนิตยสาร “มติชนสุดสัปดาห์” และรวมพิมพ์เป็นเล่มโดยสำนักพิมพ์มติชนเมื่อเดือนสิงหาคม 2545
ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ทั้ง 13 คนก็ได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว
บ้างก็เสียชีวิตในฐานะวีรบุรุษผู้ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของพรรค บ้างก็ถูกประณามว่าเป็นผู้ทรยศต่ออุดมการณ์ของพรรค
ซึ่งประวัติศาสตร์จะได้เป็นผู้พิพากษาในท้ายที่สุดต่อไป
กระนั้น นับแต่พรรคได้ก่อตั้งขึ้นมาในช่วงเวลาเพียง 28 ปีจากเดือนกรกฎาคม 1921 กระทั่งเดือนตุลาคม 1949 พรรคก็สามารถมีชัยศัตรูภายใน คือรัฐบาลปฏิกิริยาขวาสุดขั้ว
พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็สามารถกุมอำนาจรัฐมาได้ตราบจน ณ ปัจจุบัน