เกิดเป็นลูกชาวนา สังคมเก่า(102) – แรกที่เหมาเกิดที่เสาซาน มณฑลหูหนาน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 1893 นั้น เขาเป็นลูกชาวนา เกิดในครอบครัวชาวนาในชนบทของจีน
แม้เมื่อได้รับการศึกษาในหมู่บ้าน หรือกระทั่งเดินทางไปฉางซา ก็ยังมีคราบของ “ชาวนา”
เขาก็เป็นเช่นเดียวกับคนร่วมสมัยในระยะกาลใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นหลีส้าวฉี ไม่ว่าจะเป็นโจวเอินไหล ไม่ว่าจะเป็นจูเต้ ไม่ว่าจะเป็นเติ้งเสี่ยวผิง
ล้วนมิได้เกิดมาแล้วเป็น “คอมมิวนิสต์”
แม้การได้รับการศึกษาเบื้องต้นอันส่งผลให้เหมามีความหงุดหงิดต่อคำสอนของขงจื่อ ขณะเดียวกัน ก็มีความชมชอบต่อยุทธนิยายอย่างซ้องกั๋ง สามก๊ก เป็นต้น
แต่เหมาก็แสดงความหงุดหงิดจากพื้นฐานแห่ง “ชาวนา”
รวมถึงการตั้งข้อสงสัยต่อเรื่องราวในซ้องกั๋งและสามก๊กว่าเหตุใดจึงคึกคักไปด้วยวีรกรรมของคนชั้นสูงที่เป็นฮ่องเต้ ที่เป็นอ๋อง เหตุใดจึงไม่มีวีรกรรมของชาวนา
ก็เป็นความหงุดหงิดเพราะว่าไม่มีบทบาทของชาวนาซึ่งเป็นคนประเภทเดียวกับตน
กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่าเหมาเกิดและเติบโตในห้วงแห่งการเปลี่ยนผ่านของสังคมจีน 1 คือการเข้ามาของอิทธิพลของมหาอำนาจจากโลกตะวันตก คุกคามทั้งเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม
ต้องการยึดครองทั้งในทาง “ความคิด” และในทาง “การเมือง”
ขณะเดียวกัน 1 คือความพยายามที่จะปรับตัวและทำความเข้าใจต่ออำนาจและอิทธิพลใหม่ที่คุกคามเข้ามาอย่างก้าวร้าว รุนแรง ลึกซึ้งและกว้างขวาง
ไม่ว่าจะเป็นของแมนจูผู้กุมอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นของชาวจีนที่ต้องการเห็น ความเจริญ
การเติบโตของเหมาจึงเป็นการเติบโตในห้วงแห่งยุคปลายของราชวงศ์ชิง ยุคปลายแห่งอำนาจของแมนจู ขณะที่ความคิดปฏิรูปอันผลักดันโดยคังโหย่วเหวย เหลียงฉี่เชา ซุนยัตเซ็น เริ่มแสดงตัว
แม้ในห้วงนี้อิทธิพล ความคิดใหม่ยังไม่กระจายไปถึงเสาซาน ไปถึงเหมาอย่างเด่นชัด
แต่กระนั้น การปรับเปลี่ยนทางการศึกษาก่อให้เกิดความจำเป็นต้องปรับระบบโรงเรียนยอมรับเอาอิทธิพลของการศึกษาแบบใหม่เข้ามา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเกิดการปฏิวัติซินไฮ่โดยการของซุนยัตเซ็น
มีการต่อสู้ทางความคิดไม่เพียงแต่ระหว่างคังโหย่วเหวยที่เสนอ “ปฏิรูปร้อยวัน” ผ่านกวงซีฮ่องเต้ หากที่สำคัญเป็นอย่างมากคือความคิดปฏิวัติประชาธิปไตยของซุนยัตเซ็น
นี่คือแนวรบ 2 แนวที่ทะลวงเข้าไปยัง “อำนาจนำ”ในขณะนั้น
หากศึกษาเส้นทางในทางความคิดของเหมาก็จะสัมผัสได้ว่าในเบื้องต้นเขาเอนเอียงไปในหนทางปฏิรูปของคังโหย่งเหวย ถึงกับฝากความหวังไว้กับคังโหย่งเหวย
แม้ว่าผลสะเทือนจากซุนยัตเซ็นจะรุนแรงในเชิงปฏิบัติการมากกว่า
ด้วยระยะเวลาอันสั้น ด้วยการทุ่มเทศึกษาด้วยตนเองอย่างแข็งขันเอาการเอางานในที่สุดเหมาก็ประจักษ์ในความแตกต่างระหว่างแนวทางปฏิรูปของคัง กับ แนวทางปฏิวัติของซุน
เหมาจึงเดินไปบนหนทางแห่ง “ประชาธิปไตย” จากการปฏิวัติซินไฮ่เต็มที่
กระนั้น จากสภาพอันสลับซับซ้อนที่ดำรงอยู่ภายในสังคมจีนซึ่งไม่เพียงแต่มีอิทธิพลความคิดเก่าในแบบศักดินายึดครองอยู่หากแต่ยังมีอิทธิพลของจักรวรรดินิยมเข้ามาเบียดแทรก
เส้นทางแห่งการปฏิวัติของจีนจึงคดเคี้ยวและวกวน
การศึกษากระบวนการรับรู้ พัฒนาและเปลี่ยนแปลงของเหมา จึงเท่ากับเป็นการศึกษาและทำความเข้าใจต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางความคิด ทางการเมืองของจีน
ตอบคำถามว่าทำไมแนวทางปฏิรูปของคังโหย่วเหวยจึงล้มเหลว
ตอบคำถามว่าทำไมแนวทางปฏิบัติของซุนยัตเซ็นผ่านการเคลื่อนไหวของ สมาคมถงเหมิงฮุ่ยและพรรคก๊กมินตั๋งจึงวกวนและคดเคี้ยว
กระทั่งต้องผ่านหยวนซื่อไข่ กระทั่งต้องเกิดขบวนการ “ขุนศึก”
เป็นขุนศึกอันเป็นผลิตผลจากยุคศักดินา เป็นขุนศึกอันได้รับการชุบเลี้ยงและเชิดใช้เป็นเครื่องมือโดยจักรวรรดินิยมต่างชาติ
กระนั้น ผลพวงจากการปฏิวัติซินไฮ่ก็ลึกซึ้งและกว้างขวาง