แสวงหา ค้นพบ ลัทธิมาร์กซ์(104) – ในห้วงที่เหมาเป็นนักศึกษาโรงเรียนฝึกหัดครูฉางซา เป็นห้วงเวลาจากปี 1913-1918 เป็นห้วงเวลาที่เหมาอยู่ในวัยหนุ่มมากด้วยไฟแห่งการแสวงหา
แสวงหาความรู้ แสวงหาคัมภีร์ แสวงหาครูอาจารย์
กระแสความคิดใหญ่ในทางสังคมขณะนั้นเป็นผลจากการปักธงในทางความคิดทางการศึกษาและในทางวัฒนธรรมผ่านการปรับขบวนครั้งใหญ่ของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
เป็นผลโดยตรงจากอำนาจการปฏิวัติเมื่อเดือนตุลาคม 1911
เป็นผลโดยตรงจากการบุกเบิกในทางความคิดโดยมีศาสตราจารย์ไช่หยวนเผยเป็นผู้นำขบวน ประสานเข้ากับบทบาทของนักวิชาการรุ่นใหม่อย่างเฉินตุ๊ซิ่ว หูซื่อและ หลี่ต้าเจา
เป็นการนำเสนอ “นายวิทยาศาสตร์” ตีคู่มากับ “นายประชาธิปไตย”
โดยการสนับสนุนของอาจารย์อย่างหยางชางจี้และสีเท่อลี่ทำให้เหมาและเพื่อนๆได้ไต่ไปกับยอดคลื่นแห่งความคิดใหม่ในบรรยากาศแห่งประชาธิปไตยและวิทยาการใหม่ๆ อย่างเต็มเปี่ยม
หลังผ่านการเคลื่อนไหว “ขบวนการ 4 พฤษภาคม 1919” ก็มีความแจ่มชัด
ความแจ่มชัดในทางความคิดในที่นี้ก็คือ ความแจ่มชัดที่ว่าการขับเคลื่อนความคิดประชาธิปไตยในแบบตะวันตกอาจไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคมจีน
เกิดการเปรียบเทียบรูปของประชาธิปไตย 2 แบบ
แบบหนึ่งคือประชาธิปไตยอันแสดงต่อจีนผ่านจักรวรรดินิยมอย่างอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แบบหนึ่งคือประชาธิปไตยอันแสดงต่อจีนผ่านการเข้ามาของสหภาพโซเวียต
การปฏิวัติของรัสเซียเริ่มสงผลสะเทือนต่อปัญญาชนจีน
การนำเสนอความคิด ทฤษฎีของลัทธิมาร์กซ์ผ่านนิตยสาร “ซินซิงเหนียง” โดย หลี่ต้าเจาและเฉินตุ๊ซิ่วได้ทะลวงเข้าไปในกะโหลกสมองของคนรุ่นใหม่อย่างคึกคัก เข้มข้น
เหมาได้สัมผัสบรรยากาศนี้ในช่วงสั้นๆ ระหว่างทำงาน ณ หอสมุดมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
เมื่อผ่านการเคลื่อนไหวโดย “ขบวนการ 4 พฤษภาคม” และเห็นบทบาทของขุนศึกที่เข้ามาแย่งยึดเพื่อกุมอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง
ทำให้บทสรุปต่อลัทธิมาร์กซ์อยู่ในฐานะอันเป็นทางเลือกใหม่
อาจกล่าวได้ว่าเหมาเข้าสัมผัสกับลัทธิมาร์กซ์และลัทธิเลนินจากผลสะเทือนของการปฏิวัติเดือนตุลาคม 1917 และจากผลสะเทือนของขบวนการ 4 พฤษภาคม 1919 ในจีน
ความโน้มเอียงในทางความคิดจึงเอนไปทาง “ลัทธิมาร์กซ์”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทำงานและเคลื่อนไหวทางความคิดอยู่ฉางซาในห้วงระหว่างปี 1918 กับปี 1919 เหมาหมกมุ่นอยู่ในแวดวงของกลุ่มศึกษาและวิจัยทางด้านมาร์กซิสต์อย่างจริงจัง
ด้านหนึ่ง เหมาต่อสู้กับขุนศึกในหูหนาน ด้านหนึ่ง เหมาศึกษาลัทธิมาร์กซ์ ลัทธิเลนิน
เมื่อเดินทางไปปักกิ่งหนสองในปลายปี 1919 และเดินทางกลับฉางซาผ่านทางเซี่ยงไฮ้ในตอนต้นปี 1920 นั่นคือห้วงเวลาอันสำคัญยิ่งสำหรับเหมา
เพราะเขาได้พบกับหลี่ต้าเจาที่ปักกิ่ง เพราะเขาได้พบกับเฉินตุ๊ซิ่วที่เซี่ยงไฮ้
นั่นเป็นห้วงเวลาที่โคมินเทิร์นเริ่มส่งคนเข้ามายังจีนตามคำเชิญของซุนยัตเซ็นเพื่อปฏิรูปพรรคก๊กมินตั๋งให้มีลักษณะปฏิวัติเหมือนกับพรรคบอลเชวิก
นั่นเป็นห้วงเวลาที่ความคิดจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่มก่อรูปในจีน
ความโน้มเอียงของเหมาอาจเห็นได้เบื้องต้นจากเมื่อเรียนจบจากโรงเรียนฝึกหัดครูที่ฉางซาและเดินทางไปยังปักกิ่งครั้งแรกในปี 1918
ทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
โดยที่บรรยากาศทางวิชาการคือบรรยากาศในการเผยแพร่ลัทธิมาร์กซ์ในทางความคิดทฤษฎี โดยที่แนวทางทางการเมืองคือการแสวงหาหนทางทางให้กับประเทศจีน
อุบัติแห่ง “ขบวนการ 4 พฤษภาคม” ได้จุดประกายแห่งความหวังครั้งสำคัญ
นั่นก็คือ ความพยายามในการประสานทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์ ประสานการเคลื่อนไหวของบอลเชวิกในรัสเซียให้สอดรับกับสภาพทางสังคมของประเทศจีน
นั่นก็คือ การตกผลึกว่าจะต้องนำเอา “ลัทธิมาร์กซ์” มาเป็นอาวุธมาเป็นเครื่องมือ