จากชาวนา เป็น คอมมิวนิสต์ (105) – พลันที่เหมาได้รับเลือกจากกลุ่มศึกษาลัทธิมาร์กซ์แห่งฉางซาให้เป็นตัวแทนเข้าร่วมประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 1 ณ เซี่ยงไฮ้ พร้อมกับเหอซุเหิง ได้รับการยอมรับจากที่ประชุมสมัชชาในเดือนกรกฎาคม 1921
นั่นหมายความถึงการเป็นคอมมิวนิสต์โดยสมบูรณ์
ความหมายก็คือ แม้เหมาจะเคยเฉียดกรายไปกับกลิ่นอายแห่งลัทธิมาร์กซ์จาก“หงโหลว” หรือ “หอแดง” ของหลี่ต้าเจา ณ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยปักกิ่งในห้วงปลายปี 1918
นั่นเสมอเป็นเพียงการสมาทานลัทธิมาร์กซ์ในทาง “ความคิด”
แต่ทันทีที่เหมาได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคจากกลุ่มศึกษาลัทธิมาร์กซ์แห่งมณฑลหูหนาน ทันทีที่เข้าร่วมประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 1 พร้อมกับผู้แทนคนอื่นๆ
นั่นหมายถึงเหมาได้เข้าสังกัดพรรคคอมมิวนิสต์ในทาง “จัดตั้ง”
บทบาทและการเคลื่อนไหวไม่ว่าในทางความคิด ไม่ว่าในทางการเมือง ไม่ว่าในทางจัดตั้งของเหมา ถือได้ว่าดำเนินไปภายใต้กฎเกณฑ์และกระบวนการของพรรคคอมมิวนิสต์
สามารถเรียกได้ว่าเป็น “ชาวคอมมิวนิสต์” ได้โดยสมบูรณ์
เส้นแบ่งอย่างมีนัยสำคัญของเหมาในฐานะคอมมิวนิสต์จึงอาจเริ่มต้นจากการไปเยือนปักกิ่งหนที่ 2 เมื่อได้พบกับหลี่ต้าเจา ได้อ่านเอกสารหลายชิ้นด้วยความเอื้ออำนวยของหลี่ต้าเจา
เราไม่รู้ว่าหลี่ต้าเจากับเหมาได้ทำความตกลงอะไรร่วมกัน
การพบและสนทนาอย่างเป็นระบบระหว่างหลี่ต้าเจากับเหมาในห้วงปลายปี 1919 เป็นองค์ประกอบหนึ่งเป็นเหมือนกระดานหกให้กับเหมาเมื่อเดินทางถึงเซี่ยงไฮ้
นั่นก็คือ การได้พบและสนทนากับเฉินตุ๊ซิ่วอย่างค่อนข้างเป็นระบบ
การเดินทางกลับฉางซาในเดือนพฤษภาคม 1920 จึงถือเป็นการเดินทางไปยังฉางซาอย่างมีเป้าหมาย เพราะที่ผ่านมาคือการกำเนิดขึ้นของกลุ่มศึกษาลัทธิมาร์กซ์แห่งฉางซา
คือ ความพยายามจากที่ทำงานในกลุ่มนักเรียน นักศึกษาไปยังผู้ใช้แรงงาน
อาจกล่าวได้ว่า การกลับฉางซา การแต่งงานกับหลี่ไค่ฮุ่ย ล้วนอยู่ในกระบวนการตระเตรียมของเหมาอันประสานกับการเคลื่อนไหวที่ปักกิ่ง การเคลื่อนไหวที่เซี่ยงไฮ้
นั่นก็คือ ตระเตรียมสถานการณ์เพื่อเข้าสู่การประชุมสมัชชาพรรค
มองผ่านกระบวนการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 1 เหมาเป็น 1 ในบุคคลที่ร่วมในการก่อและจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้นอย่างเป็นทางการ
รับรู้การหนุนช่วยไม่ว่าจะจาก “โคมินเทิร์น” ไม่ว่าจะจาก “รัสเซีย”
เมื่อผ่านการประชุมสมัชชาจึงเปี่ยมด้วยความหวัง เปี่ยมด้วยความมั่นใจว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะเป็นเครื่องมืออันทรงความหมายในการขับเคลื่อนทางการเมือง
เป็นไปตามหลักการสามัคคีชนชั้นกรรมาชีพเพื่อโค่นชนชั้นนายทุน
โดยตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ของพรรคเป็นของเฉินตุ๊ซิ่ว โดยตำแหน่งการจัดตั้งเป็นของหลี่ต๋า โดยตำแหน่งรับผิดชอบงานด้านโฆษณาเป็นของจางกว๋อเถา
นี่คือกระบวนการของพรรคอันอยู่ในความรับผิดชอบของเฉินตุ๊ซิ่ว
การหวนกลับฉางซาในเดือนสิงหาคม 1921 ของเหมาจึงเป็นการหวนกลับพร้อมกับความรับผิดชอบต่อพรรคคอมมิวนิสต์ สาขามณฑลหูหนาน
เป็นงานการเมืองโดยตรงของเหมาเจ๋อตงในพรรคคอมมิวนิสต์
นับแต่เดือนกรกฎาคม สิงหาคม 1921 เป็นต้นไป การเคลื่อนไหวของเหมาจึงเป็นส่วนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์ ดำเนินไปภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์
สังคมสามารถประทับ “ตรา” ให้กับเหมาได้อย่างสมบูรณ์
พัฒนาการในทางความคิดของเหมานับแต่เติบใหญ่ขึ้นในเสาซาน กระทั่งเติบใหญ่ เป็นพัฒนาการของเด็กชาวนาคนหนึ่งที่เก็บรับผลสะเทือนการศึกษาในระบบโรงเรียน
ทั้งโรงเรียนแบบเก่า ทั้งโรงเรียนแบบใหม่
จากรากฐานความคิดแบบชาวนา กลายเป็นความคิดแบบชาวเมือง กลายเป็นการเก็บรับความคิดประชาธิปไตยและแนวคิดมากมายจากตะวันตก
กระทั่งในที่สุดตกผลึกเป็นการสมาทานความคิด “ลัทธิมาร์กซ์” เข้ามาโดยความเต็มใจ