ขุนคลังกับหลักประกันการเมือง
รายงานพิเศษ

การลาออกแบบปัจจุบันทันด่วนของนายปรีดี ดาวฉาย ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล

แต่ยังมีปัญหาแทรกซ้อน เพราะการทำงานให้รัฐบาลไม่มีหลักประกันความเสี่ยงให้ ‘คนนอก’ ขณะที่ตัวเลือกมีน้อยอยู่แล้ว

มีข้อเสนอจากทั้งอดีตรมว.คลัง ภาคเอกชน และนักวิชาการถึงการสร้างภูมิคุ้มให้ขุนคลังคนใหม่

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และการเมือง

การที่นายปรีดีลาออก มองว่าไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง เพราะไม่เกี่ยวกัน แต่เสถียรภาพการเมืองเกี่ยวข้องกับปัญหาการเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ และการบริหารเศรษฐกิจในยุคโควิดให้มีประสิทธิภาพ

ตอนที่นายปรีดีมาถึง คนก็มีความเชื่อมั่น แต่ผ่านไป 20 กว่าวัน ยังไม่ทันได้ทำงานก็ลาออก ฉะนั้น หมากตัวนี้ไม่ได้กระทบกับเศรษฐกิจ หรือภาพลักษณ์ของต่างชาติที่มองว่าขาดความเชื่อมั่น และต่อให้ยังไม่มีรมว.คลัง เศรษฐกิจไทยก็ยังเดินหน้าในตัวของมันเองได้ เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวรมว.คลังว่า มาแล้วจะมีการพัฒนาเศรษฐกิจให้เดินต่อ มันไม่ใช่ รวมถึงยังมีกลไกการทำงานอยู่ มีรมช.คลัง รองนายกฯ และคณะกรรมการต่างๆ ที่พร้อมทำงานอยู่แล้ว

แต่การลาออกนั้น ยอมรับว่ากระทบเรื่องความรู้สึก ประชาชนขาดความเชื่อมั่นและรอว่าจะเชื่อมั่นรัฐบาลนี้ได้อีกหรือไม่ เริ่มมีการวิเคราะห์ว่าไม่ว่าจะมีรมว.คลังหรือไม่ เศรษฐกิจครึ่งปีหลังของไทย ก็คงไหลตามเศรษฐกิจโลกที่จะฟื้นตัวในระดับหนึ่ง แต่ถ้าได้รมว.คลังที่ดี ที่เก่งจริง อาจจะทำให้การฟื้นตัวเร็วขึ้น และต่อให้ไม่มีรมว.คลัง การฟื้นตัวก็ยังคงอยู่

ส่วนบุคคลที่มาเป็นรมว.คลังแทนนั้น ผมมองว่าคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าควรเป็นคนนอก คือมือสะอาด เป็นเทวดามาโปรด แต่จริงๆ หากนำคนภายนอกเข้ามาในภาวะที่ไม่ปกติแบบนี้ อาจจะแย่ เพราะปกติคนนอก ต้องเริ่มจากศูนย์ หากนำเข้ามาแล้วจะไม่มีเวลาศึกษางาน แม้จะบริหารการเงินได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าบริหารการคลังได้ ฉะนั้น คนที่มาจากภายนอกเมื่อเข้ามาแล้วต้องดูว่าจะทำได้ขนาดไหน และต้องยอมรับว่าคนคาดหวังสูงมาก อีกทั้งงานต่างๆ ต้องเร่งรัดและอาศัยนวัตกรรมเข้าสู้ ผมบอกเลยว่า การจะหาคนภายนอกเข้ามานั้น ไม่มีทางได้เจอ

คนที่พอมีชื่อเสียงขณะนี้ เขาก็รู้ตัวว่าเข้ามาแล้วอาจเสียคน เพราะการเข้ามาบริหารในนี้ ไม่ใช่ของง่าย มันมีแรงกดดันด้านการเมืองด้วย ดังนั้น คุณต้องมีความสามารถที่จะเดินหมากทางการเมือง ต้องมีกลยุทธ์ทางการเมือง ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่านายปรีดี ลาออกเพราะขัดแย้งทางการเมือง แต่มองว่าลาออกเพราะแรงกดดันจากประชาชนและนโยบายเป็นส่วนใหญ่ เมื่อ เห็นสภาพงานที่ต้องอยู่กับแรงกดดัน ทำให้นายปรีดี เครียดมาก

ผมคิดว่าคนที่จะเป็น รมว.คลังได้ อย่างน้อยที่สุดคือ 1.คนที่ทำงานได้และเป็นที่ยอมรับได้ 2.ต้องมีความทนทานในแง่ของการเมือง 3.ต้องรู้จักกลไกของการเมืองในการเดินหมาก และ 4.คนนั้นต้องดีกว่านายสันติ พร้อมพัฒน์

เมื่อมองจากเงื่อนไขตรงนี้ คนภายในอาจจะดีกว่าภายนอกด้วยซ้ำ เพราะอย่าลืมว่า นายสันติ เรียนรู้มาได้ปีกว่าถึง 2 ปีแล้ว และงานคลังต่างๆ เขาก็ทำได้ดี ฉะนั้น ขึ้นชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการ ต้องมีความรู้ความสามารถกว่ารัฐมนตรีช่วย ถ้าหาคนแบบนี้ไม่ได้ ผมก็ไม่แปลกใจเลยว่า ในที่สุดต้องยอมรับเงื่อนไขทางการเมือง มากกว่าจะเอาเทวดาจากข้างนอกเข้ามา

ถ้าสามารถหาได้ ผมก็ยินดี แต่ถ้าหาไม่ได้ในกรณีนี้คือ 1.ให้นายกฯ เป็นคนคุม เแต่ไม่ได้ให้เป็นนายกฯ ควบคลัง เพียงแต่อาจมาคุมเพื่อให้การผลักดันของพรรคร่วมไปได้ในทิศทางเดียวกัน 2.ให้รองนายกฯ เป็นคนรับผิดชอบ ร่วมกับรมช.คลัง 3.ตั้งรมช.คลังขึ้นมาใหม่ ซึ่งผมคิดว่าทางออกไม่มีที่เหนือกว่านี้ โดยเฉพาะข้อ 3 คนนอกต้องมีประสบการณ์ทางการเมือง รู้เรื่องกลไกทางการเมือง แต่ถ้าสุดท้ายไม่ได้จริงๆ ทางออกอาจจะขยับนายสันติ ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีเลย ซึ่งอันนี้อาจจะเป็นทางสุดท้าย

แต่ผมไม่ได้บอกว่าสนับสนุนนายสันติ เป็นรมว.คลัง อย่างน้อยที่สุด คนที่จะขึ้นมาต้องเหนือกว่านายสันติ ไม่เช่นนั้นก็มีประโยชน์อะไร

ผมคิดว่าการเมืองไทยมาถึงจุดที่เราไม่สามารถเอาเทวดามาบริหาร เราอยากได้มนุษย์ที่สามารถยอมรับเงื่อนไขความเป็นจริง และทำงานที่พอจะผลักดันแก้ไขปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่านายกฯ คงหาคนที่อย่างน้อยที่สุด ต้องไม่ให้คนร้องยี้กันทั้งประเทศ เป็นคนที่ขึ้นมาแล้ว ประชาชนเงียบได้ก็น่าจะพอใจแล้ว

ถ้าหากว่ามันหาไม่ได้จริงๆ ผมก็ไม่แปลกใจ ถ้านายกฯ อาจจำเป็นต้องตั้งจากภายใน คือคนที่มีประสบการณ์ด้านนี้และมีความทนทานทางการเมืองที่จะมาบริหาร

ส่วนที่บอกว่ามีวี่แววที่ 4 กุมารจะกลับมานั้น ตอนที่พวกเขาเข้ามา เศรษฐกิจพอไปได้ แต่มาถึงจุดนี้ ไม่ใช่ของง่าย ถ้าเขายิ่งมาอยู่ในสภาพแบบนี้จะยิ่งแย่ มีคนเล่นงานตั้งเยอะ ดังนั้น ถ้าจะกลับมาต้องคิดหนักเพราะเกมนี้มันพิสูจน์กึ๋นจริงๆ ถ้าผมเป็นเขาในภาวะอย่างนี้ ผมไม่มาแน่ เพราะมีแต่เสียกับเสียอย่างเดียว ถ้าหาคนไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดผมก็คิดว่ามันยังไม่มีทางไปในจุดนั้น

 

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

อดีต รมว.คลัง

ส่วนตัวมองว่าการลาออกของนายปรีดี ต้องมีเหตุผลที่ลึกกว่า โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพนั้น ตัดทิ้งไปได้เลย เพราะหากนายปรีดี มีปัญหาสุขภาพ มีความเสี่ยงจริงๆ ต้องไม่รับตำแหน่งรมว.คลังตั้งแต่ต้น ส่วนปัญหาอื่นๆ ทั้งปัญหาขัดแย้งกับนักการเมืองภายในพรรคพลัง ประชารัฐ รวมถึงปัญหาการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงการคลังนั้น ผมมองว่ายังเป็นเรื่องรอง ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายถึงขั้นต้องลาออก

ทั้งนี้ คนที่เป็นรัฐมนตรี หากอยู่ในพรรคพลังประชารัฐ มีส.ส.อยู่ในมือที่พร้อมจะให้การสนับสนุน ก็คงไม่มีปัญหา แต่พอเป็นคนนอกที่ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ก็อยู่ลำบาก

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม มีความคล้ายกับโมเดลการตั้งรัฐมนตรีของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สมัยเป็นนายกฯ แม้จะบริหารโดยนักการเมือง แต่กระทรวงหลักๆ ซึ่งเป็นโควตาของ พล.อ.เปรม เวลาท่านตัดสินใจเลือกใคร เข้ามา คนจะเกรงใจมากกว่า เพราะพลังอำนาจและบารมีในการควบคุมสถาน การณ์ต่างๆ ของ พล.อ.เปรม ซึ่งมีมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์

การลาออกของนายปรีดีในครั้งนี้ แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบกับความน่าเชื่อถือของ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลเต็มๆ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจต่อภาคธุรกิจ ต่อนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งคนเล่นหุ้นด้วย ผมมองว่าการลาออกของนายปรีดียังไม่กระทบกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะนายปรีดี ยังไม่ได้ออกนโยบายเพื่อขับเคลื่อน หรือกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ พล.อ. ประยุทธ์และรัฐบาลมากกว่า เพราะนายปรีดีอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 27 วันแล้วขอลาออก

แม้พล.อ.ประยุทธ์จะบอกว่าไม่ต้องห่วง แต่ในมุมมองของประชาชน ต้องยอมรับว่าความมั่นใจในตัวพล.อ. ประยุทธ์ หดลงไปอย่างมาก การขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยไม่มีรมว.คลังแบบนี้ ถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเร่งบุคคลเข้ามารับตำแหน่ง รมว.คลังโดยเร็วที่สุด เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด

เอาจริงๆ กว่าจะได้นายปรีดีมาเป็นรมว.คลัง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ใช้เวลาพอสมควรในการทาบทามบุคคลในแวดวงเศรษฐกิจจำนวนมาก ซึ่งเราจะเห็นชื่อปรากฏตามสื่อต่างๆ ดังนั้น คนใหม่ที่คิดจะเข้ามารับตำแหน่ง รมว.คลัง คงต้องคิดหนักพอสมควร เพราะขนาดกลุ่ม 4 กุมารที่ช่วยตั้งพรรคพลังประชารัฐมาตั้งแต่ต้น ยังอยู่ไม่ได้เลย

ดังนั้น คนใหม่ที่จะเข้ามารับตำแหน่ง รมว.คลัง จะต้องตั้งเงื่อนไขที่เข้มข้น เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อเข้ามาแล้วจะอยู่รอดปลอดภัย ไม่ต้องเจอแรงกดดัน ที่สำคัญเพื่อป้องกันฝ่ายการเมืองเข้ามาวุ่นวายหรือแทรกแซง

คุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นรมว.คลังนั้น ต้องมีความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ มีผลงานที่จับต้องได้ และดูแลนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งโอกาสที่นักการเมืองหรือฝ่ายการเมืองจะเข้ามาบีบ หรือตอแยจะน้อยลง เพราะมีชื่อชั้นและผลงาน เป็นเกราะป้องกันจากฝ่ายการเมือง ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์เอง ต้องเข้ามาดูแล รวมทั้งให้เกียรติคนใหม่เพื่อให้บรรยากาศการทำงานราบรื่น และอยู่ร่วมกันได้

ส่วนที่นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เสนอตัวพร้อมทำหน้าที่ รมว.คลังนั้น ผมไม่ขอวิจารณ์ เดิมเราอาจมองว่าบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ จำเป็นต้องเรียนมาด้านเศรษฐกิจหรือจบด้านการเงิน แต่ที่ผ่านมา คนที่จบด้านหมอหรือแม้แต่วิศวะ ก็เข้ามาทำงานได้ ขนาดจบนักเรียนนายร้อยยังเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจได้เลย

แต่สำคัญที่สุด คือต้องสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจ รวมทั้งภาคประชาชน

 

สุพันธุ์ มงคลสุธี

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ยอมรับการลาออกจากตำแหน่งรมว.คลังของนายปรีดี ทำให้ภาคเอกชนตกใจ และเป็นห่วงการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านต่างๆ จะขาดความต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่เชื่อว่านายกฯ จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้

ภาคเอกชนหวังว่า บุคคลที่จะเข้ามาเป็นรมว.คลัง คนใหม่นั้น จะเป็นคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการเงินการคลังเป็นอย่างดี และสามารถบริหารเศรษฐกิจได้ แต่จะทำงานร่วมกับการเมืองได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับนายกฯ ว่าจะบูรณาการการทำงานทุกฝ่ายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างไร

ทั้งนี้ ต้องจับตาดูว่านายกฯ จะเลือกใครเข้ามาเป็นรมว.คลัง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือนักธุรกิจ ต้องสามารถขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญและผลักดันมาตรการต่างๆ ได้

ส่วนจะได้คนใหม่เร็วหรือล่าช้า ก็ขึ้นอยู่กับนายกฯ ซึ่งเชื่อว่า นายกฯ จะเลือกคนที่เข้าใจการทำงานและสามารถทำงานเป็นทีมร่วมกับครม.ได้โดยเร็วที่สุด เพราะสร้างความมั่นใจต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความจำเป็นที่รัฐบาลยังต้อง ให้ความช่วยเหลือ ผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และสะท้อนความมีเสถียรภาพของรัฐบาล

ผมมองว่ารัฐบาลควรได้รมว.คลัง คนใหม่ ไม่เกินเดือนก.ย.นี้ แต่หากล่าช้าไปกว่าที่คาดไว้ ก็มองว่าแต่ละหน่วยราชการมีข้าราชการประจำทำงานอยู่แล้ว เชื่อว่าจะบูรณาการการทำงานให้ขับเคลื่อนงานด้านต่างๆ ต่อไปได้

ส่วนที่มีหลายฝ่ายมีข้อกังขาว่า ปัญหาการเมืองของรัฐบาลอาจทำให้คนที่มีความรู้ความสามารถไม่กล้าเข้ามารับตำแหน่งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายหรือไม่ ทั้งครม. ฝ่ายการเมือง ภาคเอกชน นักลงทุนต่างชาติ และประชาชน หากไม่สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันได้ ก็คงทำงานได้ลำบาก

ส่วนที่นายสันติ พร้อมพัฒน์ เสนอตัวรับตำแหน่งรมว.คลังนั้น ผมมองถึงบุคคลความรู้ความสามารถ รอบรู้เรื่องการคลังและการบริหารเศรษฐกิจได้ และต้องมีความตั้งใจในการทำงาน มีธรรมาภิบาล และมีความโปร่งใส โดยเฉพาะสามารถขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญและผลักดันมาตรการต่างๆ ได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน