คนหนุ่ม ในห้วงแห่ง กลียุค(3) – ไม่นานขบวนของพวกเขาก็เข้าสู่ถนนหลวง ควบขับไปตามทางอีกกว่า 1 ชั่วยามก็มองเห็นอำเภอเวินเซี่ยนอยู่รางๆ ไม่ไกลแล้ว เด็กหนุ่มห้อตะบึงไม่หยุดจนแผ่นหลัง กลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ ห่างไกลออกไป

ดูเหมือนเขาตั้งใจจะควบทะยานเข้าไปในเมือง

ยามนี้ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยไปทางทิศตะวันตกแล้ว เห็นรอยหิมะบนกำแพงเมืองสีเทาไกลๆ อย่างเลือนราง ท้องฟ้าเหนือเมืองมีควันไฟจากการหุงหาอาหารม้วนตัวขึ้นมาหลายสาย

หัวใจของหยางผิงบังเกิดกระแสอบอุ่น

อำเภอเวินเซี่ยนไม่ใช่บ้านเกิดเขา แต่กลับเป็นสถานที่ที่เขาโตมาตั้งแต่เด็ก เป็นบ้านของเขามีคนสนิทและสหายอยู่มากมาย เรื่องนี้มักทำให้เขารู้สึกอุ่นใจ จะว่าไปแล้วหยางผิง ค่อนข้างเป็นคนอ่อนไหว

เหมือนบัณฑิตที่เชี่ยวชาญการประดิดประดอยคำพูดคนหนึ่ง

หยางผิงเกิดในรัชศกกวงเหอปีที่ 4 บิดาเป็นชาวอำเภอฮั่วจยาในเหอเน่ย เป็นสกุลใหญ่ในท้องถิ่น แต่เนื่องจากหวาดเกรงความวุ่นวายจากสงคราม จึงนำชาวบ้านกว่าร้อยคนครัวเรือนเข้าไปอยู่ป่า

และนำหยางผิงมาฝากเลี้ยงที่บ้านซือหม่าฝาง (สุมาหอง) สหายรัก

สกุลซือหม่ามีอำนาจกว้างขวางในอำเภอเวินเซี่ยน มีป้อมค่ายหลาย 10 แห่ง ทหารหลายพันนายสามารถปกป้องตัวเองได้ไม่มีปัญหา หยางผิงจึงอาศัยอยู่ที่บ้านสกุลซือหม่าตั้งแต่เล็ก

เติบโตมากับบุตรชายทั้งหลายของซือหม่าฝาง

เด็กหนุ่มที่ควบม้านำหน้าขบวนนั้น คือ ซือหม่าอี้ (สุมาอี้) ชื่อรอง จ้งต๋า บุตรชายคนรองของซือหม่าฝาง ซือหม่าอี้สนิทสนมกับหยางผิงมากที่สุด เล่นสนุกด้วยกัน เล่าเรียนด้วยกัน

ความสัมพันธ์เหมือนพี่น้องแท้ๆ

ซือหม่าอี้มักบอก หยางผิงดีทุกอย่าง มีเพียงนิสัยอ่อนโยนที่เขารับไม่ได้ และพยายามจะแก้นิสัยให้อยู่ตลอด หยางผิงอ่อนน้อมถ่อมตนก็จริง แต่แท้จริงแล้วกลับดื้อรั้นมาก

ทั้ง 2 ทะเลาะกันไปมา พริบตาเดียวก็ถึงรัชศกเจี้ยนอันปีที่ 4

ไม่ว่าครอบครัวของตระกูลหยาง ไม่ว่าครอบครัวของตระกูลซือหม่า ประสบชะตากรรมอย่างเดียวกัน ภายหลังสถานการณ์ตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวง ภายหลังเกิดสงครามระหว่างเจ้าแคว้น

นั่นก็คือ บ้างก็เข้าป่า บ้างก็เก็บตัวเงียบ จำกัดกรอบขอบเขตของตน

หยางผิงอายุ 18 ซือหม่าอี้อายุ 20 ล้วนอยู่ในวัยฮึกเหิมเปี่ยมด้วยพละกำลัง หากอยู่ในยุคสันติพวกเขาคงอาศัยอำนาจของสกุลเข้าสอบคัดเลือก เขตเมือง เขตมณฑล รับตำแหน่งเป็นขุนนาง

หลังจากรับราชการที่ส่วนกลางสัก 2-3 ปี อาจรั้งอยู่ในราชสำนัก

หรือไปเป็นนายอำเภอ หรือรองเจ้าเมืองในท้องถิ่น หากโชคดีอาจได้เข้าเป็น 9 เสนาบดีก่อนอายุ 40 ได้รับการอวยยศ นำชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูลไม่สิ้นสุด

น่าเสียดายที่บัดนี้ใต้หล้าวุ่นวาย

ราชสำนักต้าฮั่นเหลือเพียงกษัตริย์อ่อนแอกับขุนนางชรากลุ่มหนึ่ง ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงและพลัดจากถิ่นฐานหลายครั้ง ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจของเจ้าครองแคว้นทั้งหลาย

สถานการณ์อนาถยิ่งนัก

เมื่อไม่กี่ปีมานี้จักรพรรดิต้าฮั่นเพิ่งปักหลักในเมืองสวี่ตู (ฮูโต๋) และรักษาชีวิตรอดมาได้ภายใต้การปกครองของเฉาเชา (โจโฉ) ขุนนางใหญ่และชนชั้นสูงทั้งหลายเผชิญความยากลำบาก

สกุลใหญ่ในหลายท้องที่จึงเก็บเขี้ยวเล็บ ดึงลูกหลานเข้ามาอยู่ในความคุ้มครองเฝ้าดูสถานการณ์

จากมุมมองและที่ Ma Bo Yong สะท้อนผ่าน “ความลับแห่งสามก๊ก” ใต้หล้ามีคนหนุ่มอย่างซือหม่าอี้กับหยางผิงจำนวนมาก ทั้งที่ผ่านวัยเข้าพิธีสวมหมวกมาแล้ว แต่ยังคงเร้นตัวอยู่ตามสถานที่ต่างๆ

เฝ้ารออย่างสงบหรือร้อนใจเพื่อจะได้กระพือปีกโผบินอีกครั้ง

หากได้ใช้ชีวิตอย่างนี้ตลอดไปก็คงดี ล่าสัตว์ ทะเลาะกับซือหม่าอี้ อ่านตำรา 2-3 ม้วน ดื่มเหล้า 2-3 กา นี่ย่อมเป็นความรู้สึกในแบบ “สันโดษ” ของหยางผิง

คำถามก็คือ ซือหม่าอี้ คิดอย่างเดียวกันกับ หยางผิง หรือไม่

หากประเมินผ่านการสะท้อนของ Ma Bo Yong อาจเห็นลักษณะเคร่งเครียดจริงของ สุมาอี้ ในวัย 20 แต่หากย้อนกลับไปอ่านจากมุมของ “หวังอี๋ซิง” เมื่อเขียน “หงสา จอมราชันย์” กลับเห็นอีกด้าน

เป็นด้านอันคึกคะนอง เป็นการลงลึกไปในวัยเยาว์อย่างยิ่งของสุมาอี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน