วัยเยาว์ หมาป่าดำ สุมาอี้ (4) – “หวังอี๋ซิง” เริ่มหงสาจอมราชันย์ ภาคพิเศษ เล่ม 1 ด้วยเรื่องของเอ๊กเต๊ก(เตียวหุย) แต่มิได้กล่าวถึงเตียวหุยในทันที หากแต่สะท้อนออกในเชิงรำพึงถึงความนึกคิดของสุมาอี้
ถอดออกมาตามสำนวนแปลของ ม.บางประภา ว่า
ผู้คนต่างเชื่อในความฝัน ส่วนข้านั้นไม่ได้ฝันมานานมากแล้ว ครั้งหนึ่ง ในความฝันข้ามีใบหน้าที่คุ้นเคยปรากฏ ตามคำมั่นสัญญาอันยาวนานปานฝันที่ข้ากับเขาตกลงกันในวัยฉกรรจ์
เขากลับมาทวงคำมั่นด้วยการพาตัวข้าไปในยามที่ชีวิตข้าถึงจุดรุ่งโรจน์สูงสุด
เพียงแต่ร่างมืดมัว ทะมื่นดุจเงาอันโดดเดี่ยวนั้น ประกายไฟเจิดจ้าลามทุ่งอันแสนจะแสบตานั้นมันห่างหายไปจากความคุ้นเคยเสียแล้ว บางครั้งข้าก็คิดว่า ความฝันของข้าใช่ยุติลงแล้วหรือ
ยุคสมัยดั่งความฝันที่เต็มไปด้วยเหล่าวีรชนยามวัยฉกรรจ์นั้นคล้ายดั่งเป็นเรื่องราวของชนรุ่นก่อน
ใช้ชีวิตมาจนปูนนี้ ทุกแผนการล้วนคำนวณสิ้น และมาถึงวัยนี้จึงได้ตระหนักว่า ที่แท้แล้วศัตรูตัวจริงของพวกเรา ก็คือกาลเวลานั่นเอง
กาลเวลากลับทำให้สุมาอี้หวนกลับไปยังวัยเยาว์อันห่างไกลอย่างยิ่ง
สุมาอี้ล้วงภาพวาดม้วนหนึ่งออกมาจากเก๊ะ บนภาพมีตัวหนังสือเล็กๆ เขียนว่า “กงจื๊อสุมาภาพที่หนึ่ง” เมื่อคลี่ม้วนภาพออก จะเรียกว่าเป็นภาพวาดก็คงไม่ถูก นั่นเพราะมันไม่ใช่ภาพที่วาดด้วยพู่กัน
ถ้าจะเรียกว่าเป็นภาพก็คงจะเป็น “ภาพพิมพ์” มากกว่า
สุมาอี้เกือบลืมไปแล้ว เมื่อครั้งกระโน้นช่วงฉลองวันสารท ผู้อาวุโสในตระกูลพาเขาไปยังเคหาสน์ที่ดอกท้อกำลังบานสะพรั่ง ไปขอให้จิตรกรที่กำลังโด่งดังผู้หนึ่งเขียนภาพเหมือนให้
เล่าลือกันว่าจิตรกรผู้นี้ชำนาญทั้งการเขียนภาพผู้คนและทิวทัศน์
ผู้คนที่รอแออัดในห้องโถงจึงมีอย่างน้อยก็ครึ่งร้อย กว่าจะถึงรอบของเขาก็คงถึงยามตะวันตกดิน ตาก็แทบจะปิดแล้ว เขาไม่อยากนั่งนิ่งๆ รอหลายชั่วยาม
จึงฉวยโอกาสที่ผู้ใหญ่เผลอ แอบตกลงกับจิตรกรเขียนภาพว่า ข้าจะช่วยประหยัดเวลาท่าน
แล้วเขาก็กระโดดลงจากเก้าอี้วิ่งไปเบื้องหน้าของจิตรกร สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลันจุ่มหน้าตูมลงไปในถาดหมึกของจิตรกร พ่นฟองอากาศฟอดๆ ออกมาเล็กน้อย
จากนั้นเอาใบหน้าน้อยๆ ทาบลงไปบนแผ่นกระดาษ เล่นเอาจิตรกรต้องปล่อยพู่กันตกลงพื้น
จําได้ว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นสีหน้าแตกตื่นของจิตรกร หน้าของเขาซึ่งดำมืดเหมือนภาพที่ปรากฏเห็นแต่ฟันขาวยามยิ้มอย่างร่าเริง ได้ยินต่อมาว่าท่านอาโกรธปานฟ้าผ่า
ในขณะที่ข้ากลับไปมุดหัวนอนอยู่ในเกี้ยวเรียบร้อยไม่รับรู้อะไรแล้ว
แต่ก็ฟังว่า ก่อนจะกลับจิตรกรได้ใช้ฝีมือพู่กันอันแยบยลแต่งแต้มบนภาพ ทำให้ภาพหมึกพิมพ์ใบหน้าที่ดูคล้ายผีเสื้อตัวน้อยของข้าบังเกิดเป็นภาพประหลาดกลับดำเป็นขาว
เผยให้เห็นสีหน้าบุคลิกของข้าที่ราวจะโลดแล่นบนแผ่นกระดาษ
ต่อมา ผู้อาวุโสในสกุลพร่ำบ่นเมื่อเห็นผืนภาพนี้ “จิตรกรสวนท้ออะไรของมัน นี่ใช่ภาพต๋งต๊ะของเราซะที่ไหน มันภาพหมาป่าชัดๆ มันภาพลูกหมาป่าดำแท้ๆ”
เมื่อโตขึ้นข้าถึงได้แตกตื่น
ยามพบว่าภาพลักษณ์หมาป่าที่แม้ตัวข้าเองยังไม่ทันสังเกต กลับถูกเขาเปิดเผยออกมาอย่างง่ายดายตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว
เป็นภาพเหมือนที่สะท้อนตัวตนของข้าไว้อย่างถึงแก่นเช่นนี้
สุมาอี้คลี่ม้วนภาพออก จับจ้องภาพลูกหมาป่าที่ยังคงแสยะยิ้มบนแผ่นกระดาษ ความรู้สึกซับซ้อนยากจะเอ่ยประดังประเดขึ้น น่าเสียดาย จิตรกรสวนท้อสิ้นการสืบทอดไปแล้ว
มือซ้ายกุมภาพเขียนกงจื๊อสุมาภาพที่หนึ่ง มือขวาถือผืนผ้าห่อศพที่เปื้อนเลือดและรอยหมึก
ทอดถอนใจเบาๆ แล้วนำภาพทั้งสองประกบเข้าด้วยกัน กลางแสงไฟ ภาพ 2 ชิ้นที่เกือบโปร่งแสงผนึกติดกันจนไม่อาจแยกออก ดุจผีเสื้อหมาป่า ขยับปานมีชีวิต คล้ายรอโอกาสแว้งกัด
คล้ายกำลังหัวเราะเยาะเหล่าผู้คนที่ยังคงมีชีวิตทั้งที่ตื่นตระหนกดิ้นรนเอาตัวรอด
ผีเสื้อตัวดำโบยบินเป็นครั้งสุดท้ายบนโลกมนุษย์ก่อนจะตกลงสู่กองเพลิง ถูกกลืนกลบด้วยเปลวไฟอันร้อนแรงกลายเป็นดอกเบญจมาศสีดำที่กำลังรอเบ่งบาน
แม้ระยะทางจะสั้นแต่ผีเสื้อก็ยังมีโอกาสโบกสะบัดปีกบินแสดงท่วงท่าอันแสนตระการ