ค่ายูเทิร์น – ความคืบหน้าคดีบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงแก่ความตาย เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าคดีย้อนกลับไปอยู่จุดเดิมที่ยังติดตามตัวและดำเนินคดีผู้ต้องหาในคดี
ส่วนที่เพิ่มเติมคือการตรวจสอบที่มาที่ไปของคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา หลังปรากฏเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมจากสื่อนอกมาถึงสื่อไทยตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้
ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอพิจารณาอยู่ว่า คดีอาญาดังกล่าวเป็นคดีพิเศษหรือไม่
ความพยายามของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะทำให้คดีกลับเข้ารูปเข้ารอยตามกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นหลังจากกระแสสังคมกดดันอย่างหนักและกว้างขวาง
นับเป็นการเลี้ยวกลับที่มีผลกระทบต่อหลายฝ่าย รวมถึงรัฐบาลที่ต้องสูญเสียความน่าเชื่อถือด้วย
อีกกรณีที่รัฐบาลส่งสัญญาณว่าต้องเลี้ยวกลับคือเหมืองทองอัครา
หลังจากเกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางว่าคำสั่ง ม.44 ปิดเหมืองทองอัครา จนนำไปสู่การฟ้องศาลอนุญาโตตุลาการ อาจทำให้รัฐต้องจ่ายค่าปรับสูงถึง 3 หมื่นล้านบาทให้แก่บริษัทเอกชนสัญชาติออสเตรเลีย หากรัฐบาลไทยแพ้คดี
เมื่อพิจารณาถึงจำนวนเงิน ย่อมรู้ว่าไม่มีใครจะรับผิดชอบได้ในฐานะบุคคล หนทางลด ความเสียหายมีแต่ต้องเจรจาต่อรองผลประโยชน์กันใหม่
แถลงการณ์ล่าสุดของบริษัทผู้ได้สัมปทานเหมือง ว่ารัฐบาลไทยอนุญาตให้ดำเนินการผลิตได้แล้ว หลังจากหยุดไปตั้งแต่ปี 2559
สอดคล้องกับท่าทีล่าสุดของรัฐบาลว่า คำสั่ง ม.44 เป็นเพียงการระงับ ไม่ใช่การปิดเหมืองถาวร
การวกกลับไปยังจุดเดิมที่รัฐให้สัมปทานเหมือง ไม่ใช่วิถีทางแก้ไขที่เรียบง่ายธรรมดา เพราะเส้นทางยูเทิร์นดังกล่าวมีค่าใช้จ่าย
เฉพาะค่าใช้จ่ายสู้คดีที่ปรากฏในงบประมาณแผ่นดินปี 2564 สูงถึง 111 ล้านบาท
คำกล่าวของผู้นำรัฐบาลว่าได้เข้ามาแก้ไขปัญหาที่ชาวบ้านเดือดร้อน เพราะรัฐบาลชุด ก่อนๆ ไม่ทำ จึงชัดเจนแล้วว่านอกจากไม่ได้ช่วยบรรเทาปัญหากลับทำให้ปัญหาซับซ้อนยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
ยิ่งเมื่อวกกลับ ก็ยิ่งมีข้อสงสัยว่ารัฐบาลได้ช่วยชาวบ้านกลุ่มนั้นอย่างไร