เร้นกาย เพื่อเปลี่ยน ใต้หล้า(8) – หนังสือ “101 คำถาม สามก๊ก” อัน ถาวร สิกขโกศล แปลจากต้นฉบับภาษาจีนของหลีฉวนฉวินและคณะมีคำถาม ทำไมปัญญาชนยุคสามก๊กส่วนมากจึงมีความคิดว่าควรหาความสุขให้ทันเวลา
“ดื่มสุราร้องขับศัพท์บรรสาน ชีวิตคนจะยืนนานสักเพียงใด”
ซึ่งตัดมาจากบทร้อยกรองชื่อ “ต่วนเกอสิง ลำนำเพลงสุ้น” ของโจโฉ หรือเฉาเชา คำถามนี้สัมพันธ์กับวิถีและการเลือกของสุมาเต็กโชและพวกอย่างแนบแน่น
หลีฉวนฉวินให้คำตอบว่า
ปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก การเมืองวุ่นวาย สังคมสั่นคลอน ผู้มียศศักดิ์ไม่มั่นคง เช้าไม่อาจประกันได้ว่าจะรอดไปถึงค่ำ ตั๋งโต๊ะ ซัวหยง อ้องอุ้น ล้วนพบจุดจบอย่างรวดเร็วไปในการช่วงชิงอำนาจ
ปัญญาชนผู้มีชื่อเสียงวิ่งหาที่พึ่ง ไปอยู่กับขุนศึกผู้มีอำนาจ
แต่ก็ยากที่จะรักษาชีวิตไว้ได้ ขงหยง เอียวสิ้ว จีคาง ล้วนถูกประหาร ส่วนปัญญาชนชั้นล่างและชาวบ้านยิ่งไร้ที่พึ่ง ต้องร่อนเร่ บ้างตายกลางถนน
ผู้คนตายในยุคจลาจลนี้มากมายประมาณมิได้
เห็นได้จากที่โจโฉหรือเฉาเชากล่าวเอาไว้ในกวีนิพนธ์อีกบทหนึ่งของเขาว่า “กระดูกขาว พราวทุ่งถิ่น พันลี้สิ้น เสียงไก่ขัน” เป็นการสะท้อนสภาพอันน่าสลดรันทดใจออกมา
ทั้งยังมีโรคระบาดที่ผู้คนหวาดผวาเกิดติดต่อกันแรมปีร่วมกับไฟสงคราม
ทำให้สังคมเกิดปรากฏการณ์ “ทุกหมู่บ้านมีศพสุดโศกา ทุกเคหามีเสียงโศกร่ำไห้” ปราชญ์อักษรศาสตร์ในกลุ่ม “เจ็ดเธียรเจี้ยนอาน” อย่างเฉินหลิน สีก้าน อิงซ่านและหลิวเจิง
ก็ล้วนตายเพราะโรคระบาดในคราวเดียวกัน
ด้วยเหตุที่ชีวิตเปราะบางเช่นนี้ บ้านเมืองจลาจล ไม่มีสิทธิ์จะมั่งคั่ง สูงศักดิ์ได้ ชีวิตจึงมีค่าควรถนอมสูงสุด ความคิดหาความสุขให้ทันเวลา วันนี้มีเหล้า วันนี้ดื่ม
จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนตระหนักขึ้นเองและแพร่หลายในยุคสามก๊กและราชวงศ์จิ้น
ในยุทธนิยายสามก๊กจากปลายพู่กันของหลอก้วนจง ชีวิตปลีกวิเวกของบรรดาปัญญาชนที่นำโดยสุมาเต็กโชในแคว้นเกงจิ๋วก็เพริศแพร้วพรรณรายอย่างยิ่งอยู่แล้ว
แต่พอมาถึงยุคแห่ง “หงสา จอมราชันย์” ของหวังอี๋ซิง ยิ่งอลังการงานสร้าง
ภาพของสุมาเต็กโชสำแดงผ่าน “สำนักคันฉ่องวารี” ซึ่งไม่เพียงแต่ซุนฮก กุยแก กาเซี่ยง จิวยี่ จะผ่านการเคี่ยวกรำ หากแม้ สุมาอี้ จูกัดเหลียงและบังทอง ก็ผ่านการฝึกปรือมาด้วย
“หวังอี่ซิง”วาดพรรณนาตามสำนวนแปล ม. ประภา ออกมาว่า
เดิมทีสำนักคันฉ่องวารีเป็นเพียงหอหนังสือที่ซินแสคันฉ่องวารีใช้เร้นหลบเก็บตัว ต่อมาเพราะผู้มาขอรับการสอนสั่งมากขึ้น ลูกศิษย์บางส่วนก็ฝากบุตรหลานเข้ามาร่ำเรียนด้วย
ห้องหับสถานที่เริ่มไม่พอเพียง จึงพากันระดมทุนบริจาคก่อสร้างขึ้นเป็นสำนักการศึกษาขึ้น
ทั้งยังสร้างสำนักสาขาไว้ในดินแดนต่างๆ ทั่วจงหยวนเพื่อรับลูกศิษย์ลูกหา บางส่วนก็เป็นโรงเรียนกินนอนไปด้วย เพราะเพลานั้นสำนักการศึกษาของรัฐไม่เป็นที่ยอมรับ
บุตรหลานคหบดีที่มุ่งมั่นร่ำเรียนกลับไม่มีโอกาสได้ใช้ความสามารถ
ตกเป็นเครื่องมือแย่งชิงอำนาจยากที่จะได้มุ่งมั่นใฝ่การศึกษาได้อย่างแท้จริง กอปรกับภัยสงครามแผ่ขยาย บุตรหลานชนบทไร้ที่ศึกษา
ซินแสคันฉ่องวารีจึงปลีกตัวมาตั้งสำนักเพื่อเอื้ออำนวยการศึกษาแก่ผู้คน
แรกเริ่มสำนักคันฉ่องวารีมีจุดมุ่งหมายเพื่อรวบรวมฟื้นฟูตำราสำคัญที่กระจัดกระจายท่ามกลางไฟสงคราม ต่อมาเป็นทั้งที่เก็บตำรา และที่ซ่อนผู้คนไปด้วย
จนกลายเป็นเสาหลักแห่งการปกปักสรรพความรู้และวัฒนธรรมไปโดยปริยาย
โลกภายนอกนับวันยิ่งสับสน ราชสำนักฟอนเฟะ ซินแสคันฉ่องวารีผู้เร้นตัวมานานเริ่มบังเกิดความคิดใคร่กู้วิกฤต เร่งขยายลูกศิษย์หมายได้ฟูมฟักให้ได้ยอดกุนซือผู้สามารถสยบกลียุค
จึงมุ่งใช้สำนักเป็นศูนย์กลางที่พักพิงของเหล่าบัณฑิตผู้มีความสามารถ
เปิดรับผู้ใฝ่รู้เร่งร่ำเรียนวิชาเพื่อใช้การ เชื่อมั่นว่าขอเพียงสนับสนุนเสริมสร้าง ขุมกำลังขุมนี้ให้จงดีลูกศิษย์ลูกหาเหล่านี้ที่วันหน้าต่างกระจายไปเป็นกุนซือข้างกายเหล่าขุนนางเจ้าเมืองในอนาคต
คงไม่ยากที่จะแปรเปลี่ยนใต้หล้า