เรื่องเล่า ที่กำลังถูก ลืมเลือน (15) – หากอ่านบทความของ ยง อิงคเวทย์ ก็ย่อมจะรู้ว่า หนังสือ“สามก๊กจี่” เป็นจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์ สมัยสามก๊ก ผู้ประพันธ์ชื่อ ตันซิ่ว (เฉินโซ่ว) เป็นข้าราชการต้นราชวงศ์จิ้น
มีตำแหน่งเป็น “จู้จั้วหลาง”(ประพันธกร) มีหน้าที่เรียบเรียงหนังสือในราชสำนัก
“จดหมายเหตุสามก๊ก” ที่ตันซิ่วเรียบเรียงมี 65 เล่มสมุด แบ่งเป็น 3 ภาคได้แก่ (1) “วุยจี่”หรือ“จดหมายเหตุก๊กวุ่ย” มีจำนวน 30 เล่ม เป็นราชประวัติกษัตริย์ก๊กวุ่ย 4 เล่ม
ส่วนอีก 24 เล่ม เป็นชีวประวัติมเหสีรัชกาลต่างๆ ของก๊กวุ่ย
(2) “จ๊กจี่” “จดหมายเหตุก๊กจ๊ก”(ฮั่น)จำนวน 18 เล่มสมุด เป็นชีวประวัติของบุคคลต่างๆในก๊กจ๊ก นับตั้งแต่เล่าเอียน เล่าเจิง เล่าปี่ เล่าเสี้ยน
มีชีวประวัติเฉพาะตัว 67 คน ถูกกล่าวอยู่ในชีวประวัติของผู้อื่น 19 คน
(3) “หงอจี่”หรือ “จดหมายเหตุก๊กหงอ” จำนวน 20 เล่มสมุด มีชีวประวัติบุคคลต่างๆ ในก๊กหงอนับตั้งแต่ซุนเกี๋ยน ซุนเซ็ก ซุนกวน กษัตริย์องค์หลังๆ และหญิงชายที่มีความสำคัญของก๊กนี้ 131 คน
มีชีวประวัติเฉพาะตัว 90 คน ถูกกล่าวผนวกอยู่ในชีวประวัติของผู้อื่น 41 คน
ตันซิ่ว ผู้เรียบเรียง “สามก๊กจี่” มีความสามารถเชิงบรรยายด้วยสำนวนที่กะทัดรัดชัดเจนน่าอ่านมาก แต่เนื่องจากเหตุการณ์สามก๊กเป็นเรื่องของการเมือง การสงครามระหว่าง 3 รัฐอิสระต่อเนื่องกันถึง 61 ปี
จะหวังให้ผู้เรียบเรียงเขียนอย่างดีพร้อมโดยตลอดย่อมเป็นของยาก
และเนื่องจากตันซิ่วได้แหล่งวัสดุเอกสารจากทั้ง 3 ก๊กด้วยความลำบากและละเอียดมากน้อยไม่เท่ากัน จึงทำให้การเขียนเหตุการณ์หลายตนอนและชีวประวัติของบุคคลหลายคนสั้นและย่นย่อเกินไป
เนื่องด้วย “สามก๊กจี่” ของตันซิ่วเขียนไว้อย่างย่นย่อมาก
หลังจากตันซิ่วตายไปแล้วประมาณ 130 ปี ในสมัยซ้องถัดจากรัชสมัยจิ้น พระเจ้า ซ้องบุ้นตี (ระหว่าง พ.ศ.967-994) จึงสั่งให้ขุนนางชื่อผวยซงจือ ผู้มีตำแหน่งเป็นอาจารย์ในราชวิทยาลัย
เขียนอรรถาธิบายเพิ่มเติมประกอบ “จดหมายเหตุสามก๊ก” ที่ตันซิ่วแต่งไว้
ในการนี้ผวยซงจือตั้งอกตั้งใจทำงานอย่างจริงจังเป็นงานใหญ่ ค้นคว้าหนังสือจำนวนหลายเล่มและค่อยอ่านค่อยเขียนอรรถาธิบาย ยืนยันเหตุการณ์หรือค้านข้อความเดิมและวิจารณ์บางตอน
โดยอ้างอิงเอกสารและหนังสือต่างๆ จำนวนมาก
จึงอาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าหลอก้วนจงในยุคหมิง ไม่ว่า Ma bo Yong ในยุคปัจจุบัน ล้วนดำเนินไปตามหลักการเดียวกันกับผวยซงจือในแผ่นดินซ้อง
นั่นก็คือ ถือเอา “สามก๊กจี่” ของตันซิ่วหรือเฉินโซ่วเป็นบรรทัดฐาน
ขณะเดียวกัน ก็ต่อเติมเพิ่มต่อ เพียงแต่ผวยซงจือดำเนินไปในแบบวิชาการ อิงอ้างอยู่กับเอกสารหลักฐานในทางประวัติศาสตร์
ขณะที่หลอก้วนจงและ Ma Bo Yong ดำเนินการในแบบ “ประพันธกร”
ทั้งยังเป็น “ประพันธกร” ในยุคสมัยใหม่ มิได้เป็นแบบ “จู้จั้วหลาง” เหมือนที่ราชสำนักจิ้นต้องการให้เฉินโซ่วเป็น
จึงอลังการไปด้วย “จินตนาการ” และการเสริมเติมแต่งต่อ
และพลันที่แนวคิดในแบบของหลอก้วนจงตกทอดมาถึงยุคแห่งเฉินเหมาและหวังอี๋ซิง จินตนาการก็เตลิดเพริดกระทั่งสามารถเสกสรรปั้นแต่งตัวละครใหม่อย่าง “อ้วนปึง” ขึ้น
ความงอกงามแห่ง “สามก๊ก” จึงแตกช่ออรชรออกไป
เป็นการแตกช่ออรชรไปตามจินตนาการอัน Ma Bo Yong ยอมรับผ่านบทเกริ่นนำแห่งยุทธนิยายเรื่อง “ความลับแห่งสามก๊ก” ภายหลังจากมองไปยังซีกไม้ไผ่และ แพรไหมบางเบา
เฉินโซ่วหลับตาลงและตั้งใจฟัง
เสียงทุ้มต่ำนับไม่ถ้วนลอยล่องออกมาจากกองกระดาษเก่าๆ พวกมันกำลังพึมพำ กำลังบอกเล่า เฉินโซ่วยกพู่กันในมือขึ้นเหมือนถูกวิญญาณในกองกระดาษเหล่านั้นควบคุมบงการ
จรดลงบนซี่ไม้ไผ่ขาวสะอาดอย่างช้าๆ เขียนตัวอักษรที่ชัดเจนและเป็นระเบียบออกมา
นี่ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ เป็นเพียงนิทานเรื่องหนึ่ง เรื่องเล่าที่ถูกลืมเลือนมาหลาย สิบปีและกำลังจะสลายกลายเป็นผุยผง
สายน้ำแห่งกาลเวลาไหลย้อนกลับไปเมื่อรัชศกเจี้ยนอันปีที่ 4