รากฐาน สุมาอี้ ที่เวินเซี่ยน(18) – เด็กหนุ่มจากตระกูลซือหม่า กับเด็กหนุ่มจากตระกูลหยาง ควบขับม้าไปไม่นานพวกเขาก็เข้าสู่ถนนหลวง ไปตามทางอีกกว่า 1 ชั่วยามก็มองเห็นอำเภอเวินเซี่ยนอยู่รางๆ
ไม่ไกลแล้ว
เด็กหนุ่มห้อตะบึงไม่หยุดจนแผ่นหลังกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ ห่างไกลออกไป ดูเหมือนเขาตั้งใจจะควบทะยานเข้าไปในเมืองทั้งอย่างนี้ ทว่า หยางผิงเห็นเหล่าทหารวิ่งตามจนหายใจแทบไม่ทัน
ก็พลันสงสาร จึงลดความเร็วลงปล่อยให้ม้าค่อยๆ เดินไปข้างหน้า
ยามนี้ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยไปทางทิศตะวันตกแล้ว เห็นรอยหิมะบนกำแพงเมืองสีเทาไกลๆ อย่างเลือนราง ท้องฟ้าเหนือเมืองมีควันไฟจากการหุงหาอาหารม้วนตัวขึ้นมาหลายสาย
หยางผิงเกิดในรัชศกกวงเหอปีที่ 4
บิดาของเขาหยางจวิ้นเป็นชาวอำเภอฮั่วจยาในเหอเน่ย เป็นสกุลใหญ่ในท้องถิ่น แต่เนื่องจากหวาดเกรงความวุ่นวายจากสงครามบิดาเขาจึงนำชาวบ้านกว่าร้อยครัวเรือน ลี้ภัยเข้าไปอยู่ในป่า
แต่ไม่รู้เหตุใดจึงไม่ได้พาหยางผิงไปด้วย กลับนำมาฝากเลี้ยงที่บ้านซือหม่าฝาง สหายรัก
สกุลซือหม่ามีอำนาจกว้างขวางในอำเภอเวินเซี่ยน มีป้อมค่ายหลายสิบแห่ง ทหารหลายพันนายสามารถปกป้องตัวเองได้ไม่มีปัญหา ดังนั้น หยางผิงจึงอาศัยอยู่บ้านสกุลซือหม่าตั้งแต่เล็ก
เติบโตมากับบุตรชายทั้งหลายของซือหม่าฝาง
เด็กหนุ่มที่ควบม้านำขบวนนั้นคือ ซือหม่าอี้(สุมาอี้) บุตรชายคนรองของซือหม่าฝาง ซือหม่าอี้สนิทสนมกับหยางผิงมากที่สุด เล่นสนุกด้วยกัน
เล่าเรียนด้วยกัน ต่อสู้กัน ความสัมพันธ์เหมือนพี่น้องแท้ๆ
ซือหม่าอี้มักบอกว่าหยางผิงดีทุกอย่าง มีเพียงนิสัยอ่อนโยนที่เขารับไม่ได้ และพยายามจะแก้นิสัยให้อยู่ตลอด หยางผิงอ่อนน้อมถ่อมตนก็จริง แต่แท้จริงแล้วกลับดื้อรั้นมาก
ทั้ง 2 ทะเลาะกันไปมาพริบตาเดียวก็ถึงรัชศกเจี้ยนอันปีที่ 4
หยางผิงอายุ 18 ซือหม่าอี้อายุ 20 ล้วนอยู่ในวัยฮึกเหิม เปี่ยมด้วยพละกำลัง หากอยู่ในยุคสันติพวกเขาคงอาศัยอำนาจของสกุลเข้าสอบคัดเลือกเขตเมือง เขตมณฑล รับตำแหน่งเป็นขุนนาง
แล้วจากนั้น “เส้นทาง” ในการไต่เต้าจะดำเนินไปอย่างไร
Ma Bo Yong อรรถาธิบายตามสำนวนของ “เม่นน้อย” ว่า หลังจากรับราชการที่ส่วนกลางสัก 2-3 ปี อาจรั้งอยู่ในราชสำนักหรือไปเป็นนายอำเภอ หรือรองเจ้าเมืองในท้องถิ่น
หากโชคดีอาจได้เข้าเป็น “เก้าเสนาบดี” ก่อนอายุ 40
“เก้าเสนาบดี” หรือ “จิ่วซิง” คือ 9 ตำแหน่งขุนนางผู้รับผิดชอบ 9 หน่วยงานสำคัญในระบอบราชการกลาง
มีชื่อเรียกตำแหน่งแตกต่างกันไปตามแต่ละหน่วยงาน
โดยในสมัยฮั่นตะวันออก ประกอบด้วย 1 ไท่ฉาง จัดการพระราชพิธี 1 กวงลู่ซวิน บังคับบัญชาองครักษ์ตำหนักหลวง 1 เวยเว่ย บัญชาการทหารรักษาประตูวัง
1 ไท่ผู ดูแลสำนักราชยาน
1 ถิงเว่ย ปกครองศาลยุติธรรม 1 ต้าหงหลู ควบคุมดูแลการทูต จงเจิ้ง ดูแลสำนักราชวัง ต้าซือหนง ดูแลจัดการคลังหลวง 1 เซ่าฝู่ จัดเก็บภาษีเข้าพระคลังข้างที่
ได้รับการอวยยศ นำชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูลไม่สิ้นสุด
แม้เส้นทางสำหรับลูกหลานตระกูลใหญ่จะจัดวาง ตระเตรียมเอาไว้เป็นอย่างดี แต่น่าเสียดายที่บัดนี้ในใต้หล้าวุ่นวาย ราชสำนักต้าฮั่นเหลือเพียงกษัตริย์อ่อนแอกับขุนนางชราจำนวนหนึ่ง
ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงและพลัดจากถิ่นฐานหลายครั้ง
ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจของเจ้าครองแคว้นทั้งหลาย สถานการณ์อนาถยิ่งนัก เมื่อไม่กี่ปีมานี้จักรพรรดิต้าฮั่นเพิ่งปักหลักในเมืองสวี่ตู (ฮูโต๋) และรักษาชีวิตมาได้
ภายใต้การปกครองของเฉาเชา(โจโฉ)
ขุนนางใหญ่และชนชั้นสูงทั้งหลายเผชิญความยากลำบาก ดังนั้น สกุลใหญ่ในหลายท้องที่จึงเก็บเขี้ยวเล็บ ดึงลูกหลานตัวเองเข้ามาอยู่ในความคุ้มครอง
คอยเฝ้าดูสถานการณ์อย่างระมัดระวัง