ภววิสัย โดยรอบ เวินเซี่ยน(19) – จากที่ Ma Bo Yong วาดพรรณนา แจ่มชัดยิ่งว่าเป็นสถานการณ์หลังยุคตั๋งโต๊ะ เป็นสถานการณ์หลังปี ค.ศ.195 เมื่อซุนฮกในฐานะกุนซือใหญ่เสนอให้โจโฉเข้าโอบอุ้มฮ่องเต้
ปรากฏตามสำนวนแปล เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ว่า
ในขณะนั้นข้าวแพง ราษฎรทั้งปวงอดอยากชวนกันไปขุดรากหญ้าแลเปลือกไม้มากินต่างอาหาร ขุนนางผู้น้อยแลทหารกับราษฎรทั้งปวงซึ่งเที่ยวซอกซอนเข้าไปเก็บผักฟืนในตึกและช่องกุฏิที่เพลิงไหม้
ผนังตึกแลซุ้มประตูถล่มลงทับตายเป็นอันมาก
ฝ่ายเอียวปิวจึงทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า “พระองค์ทรงพระอักษรมอบข้าพเจ้าไว้นั้นข้าพเจ้ายังมิได้เอาไปให้โจโฉ”
พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงตรัสว่า “ท่านเร่งแต่งคนเอาไปให้โจโฉให้หาเข้ามาช่วยราชการในเมืองลกเอี๋ยง”
เอียวปิวจึงแต่งทหารให้ถือพระอักษรไปให้โจโฉ โจโฉเห็นพระอักษรดังนั้นก็รู้ว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้กลับไปอยู่ ณ เมืองลกเอี๋ยง แล้วจึงปรึกษากับทหารทั้งปวงว่า
“บัดนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้ให้หาเราเข้าไปช่วยราชการ ณ เมืองลกเอี๋ยง ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด”
ซุนฮกจึงว่า “ครั้งพระเจ้าจิ๋วซองอ๋องได้เสวยราชสมบัตินั้นบัดเมืองเป็นจลาจล พระเจ้าจิ๋วซองอ๋องให้หาจิ๋นบุนก๋งเข้าไปช่วยราชการเมือง ขุนนางทั้งปวงอยู่ในบังคับบัญชาจิ๋นบุนก๋ง
อยู่มาจิ๋นบุนก๋งก็ได้ราชสมบัติโดยง่าย
ครั้งนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้ให้หาท่านเข้าไปช่วยราชการก็ได้ทีแล้ว ควรที่จะยกเข้าไปตามรับสั่ง ถ้าท่านช้าอยู่หัวเมืองผู้ใดที่มีฝีมือยกเข้าไปถึงก่อน ราชการก็จะสิทธิ์ขาดอยู่กับผู้นั้น
“ขอท่านยกเข้าไปให้ทันที”
โจโฉเห็นชอบด้วย จึงให้จัดแจงทหารทั้งปวงได้ประมาณ 30 หมื่น แล้วยกไปถึง ผู้ถือหนังสือรับสั่งก็ขับม้าควบมาถึงหน้ารถกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า
“บัดนี้โจโฉยกทัพมารู้กิตติศัพท์ว่าลิฉุยกุยยกเข้ามาใกล้ด่านเมืองลกเอี๋ยง
โจโฉจึงให้แฮหัวตุ้น เคาทู เตียนอุย คุมทหาร 50,000 เป็นทัพหน้ายกรีบมา หวังจะได้ป้องกันรักษาพระองค์ก่อน”
พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี
ยศไกร ส.ตันสกุล อ้างจาก “จดหมายเหตุสามก๊ก” ฉบับเฉินโซ่วว่า โจโฉทำตามแผนการที่ซุนฮกเสนอ นำกำลังทหารเข้าตีทัพของลิฉุยกุยกีจนแตกพ่าย
จากนั้นก็เชิญฮ่องเต้ไปประทับที่เมืองฮูโต๋
ทำให้อิทธิพลของโจโฉขยายในภาคอย่างมาก ต่อมาอีกไม่นาน พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ทรงแต่งตั้งให้โจโฉดำรงตำแหน่งเป็น “มหาเสนาบดี” มีอำนาจควบคุมทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน
จากปี ค.ศ.195 เป็นต้นมา โจโฉจึงผงาดโดดเด่นขึ้นเป็นลำดับ
เป็นความโดดเด่นที่มีซุนฮกอยู่ในฐานะเป็นที่ปรึกษาหรือผู้วางแผนกลยุทธ์คนสำคัญ เป็นความโดดเด่นที่ได้กุยแกมาเป็นเสนาธิการในแนวหน้า
รุกคืบไปปราบเตียวสิ้ว รุกคืบไปปราบลิโป้
ขณะเดียวกัน เมื่ออำนาจของโจโฉเติบใหญ่และขยายตัวในพื้นที่ภาคกลาง ก็ย่อมส่งผลกระทบสะเทือนไปยังอำนาจของอ้วนเสี้ยวในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเลี่ยงไม่พ้น
นี่คือยุคสมัยที่ซือหม่าอี้อยู่ในวัยหนุ่มและยังไม่เข้าสังกัดกับโจโฉ
สภาพและลักษณะการอพยพครัวเรือของตระกูลหยาง ของตระกูลซือหม่าเข้ามาลงหลักปักฐานที่เวินเซี่ยนก็เช่นเดียวกับสภาพและลักษณะการอพยพของโจโฉไปปักหลักอยู่ไพก๊ก
นั่นก็คือ การซ่องสุมกำลังอย่างเป็นเอกเทศในห้วงแห่งกลียุค
การเติบโตของคนอย่างซุนฮก การเติบโตของคนอย่างกุยแก การเติบโตของคนอย่างกาเซี่ยง และรวมถึงคนอย่างซือหม่าอี้จึงเป็นการเติบโตอย่างเอกเทศ
ดำรงอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “เจ้าครองแคว้น”
จะแตกต่างก็เพียงแต่ว่าซุนฮกเคยอยู่เมืองหลวง เคยอยู่กับอ้วนเสี้ยว จะแตกต่างก็เพียงแต่ว่ากุยแกก็เคยอยู่กับอ้วนเสี้ยว ขณะที่กาเซี่ยงเคยอยู่กับลิฉุยกุยกีและเตียวสิ้ว
ขณะที่ซือหม่าอี้บ่มเพาะและเติบใหญ่ในตระกูลซือหม่าก่อนออกผาดโผนในยุทธจักร