หมอจ่อชงศธ.ป้องกันทำร้ายเด็ก – รศ.พญ.วนิดา เปาอินทร์ หัวหน้าหน่วยดูแลเด็กถูกทำร้าย ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า การทำโทษที่ทำให้เจ็บกายหรือทำให้สะเทือนใจ ไม่ควรจะทำกับเด็กทุกระดับ ทุกคนที่ดูแลเด็ก จะเป็นคุณครูหรือไม่เป็นครู ทักษะที่ต้องมีคือทักษะการปรับพฤติกรรมที่เราคิดว่าไม่สมควร ซึ่งทักษะเหล่านี้ขึ้นอยู่กับวัย หากเป็นวัยของเด็กเล็กๆ ควรใช้วิธีทำให้ดูเป็นตัวอย่างให้เขาได้เรียนแบบเรา หากเป็นเด็กโตต้องใช้วิธีการพูดคุย ในลักษณะที่เชื่อได้ว่าเขาไม่ใช่เป็นเด็กไม่ดี เขามีพฤติกรรมบางอย่างที่ต้องปรับเท่านั้น ความเชื่อและความวางใจในตัวเขาว่าเขาจะสามารถดูแลตัวเองเพื่อไม่ทำให้ตัวเองรวมถึงผู้อื่นประสบปัญหา เราต้องมานั่งคุยกันว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อปรับพฤติกรรม เพราะฉะนั้นการลงโทษไม่ช่วยให้ปรับพฤติกรรม
“ฝากถึงทุกท่านที่เป็นผู้ปกครองและไม่ใช่ผู้ปกครองว่า ไม่ควรมีเด็กคนไหนที่ควรจะถูกทำร้ายในโรงเรียน ขณะนี้หมอกำลังอยู่ระหว่างรวบรวมผู้ปกครองที่เห็นด้วยกับเรา เพื่อที่จะ ยื่นหนังสือที่กระทรวงศึกษาธิการ เรื่องทำอย่างไรให้โรงเรียนสามารถอบรมสั่งสอนโดยไม่ใช้วิธีการทำให้เด็กเจ็บกายหรือสะเทือนใจ” รศ.พญ.วนิดากล่าว
รศ.พญ.วนิดากล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่จะเสนอประกอบด้วย 1.ประกาศเป็นโรงเรียนไม่ทำร้ายเด็ก ด้วยกาย วาจา อารมณ์ 2.แจ้งกับครูและเจ้าหน้าที่ทุกคนว่า เรื่องนี้ห้ามเกิดขึ้นในโรงเรียน 3.ถ้าพิสูจน์ว่ากระทำจริงจะไม่มีโอกาสได้ทำงานในโรงเรียนนี้อีก 4.เจ้าหน้าที่ที่เห็นเหตุการณ์ และไม่เข้าช่วยเหลือ รวมถึงไม่แจ้งเหตุแก่ผู้บริหารโรงเรียน จะถือเป็นความผิดแบบเดียวกัน 5.อบรมเด็กทุกคนให้เป็นผู้แจ้งเหตุโดยทันที 6.เมื่อรับแจ้งเหตุแล้ว ต้องให้ครูหยุดปฏิบัติการในโรงเรียน หรือออกจากห้องเด็กที่ถูกทำร้ายไปก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ว่าไม่ได้ทำ
7.ติดวงจรปิดตามที่ต่างๆ ที่นักเรียนอยู่ มีผู้เฝ้าดูและแจ้งเหตุทันทีที่เกิดขึ้น 8.ผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่สามารถดูแลให้เป็นไปตามมาตรการดังกล่าว ถือว่าละเลยต่อหน้าที่ และนับเป็น ความผิดทางวินัย และ 9. เพิ่มทักษะครูให้มีวิธีทางบวกในการดูแลสั่งสอนเด็ก โดยเฉพาะครูที่เชื่อว่าจำเป็นต้องลงโทษด้วยการตี หรือดุด่าเท่านั้นจึงจะได้ผล