ลงลึก ไปใน อำเภอเวินเซี่ยน(21) – พงศาวดารสามก๊ก ภาคง่อก๊ก บทประวัติเตียวเจียว กล่าวว่า ซุนกวนถามองครักษ์ชื่อเหยียนจุ้นว่า “หนังสือ ที่อ่านเมื่อเยาว์วัยยังจำได้ไหม
เหยียนจุ้นจึงท่อง “เซี่ยวจิง” ตอนต้นให้ฟัง”
ในภาควัยก๊ก บทประวัติจงโฮย เผยซงจือยกข้อความจาก “ประวัติมารดาจงโฮย ” มาว่า ฮูหยินมีนิสัยเข้มงวด รู้จักอบรมสั่งสอนบุตร
แม้จงโฮยจะยังเด็กมาก แต่ขยัน มีระเบียบวินัย
อายุ 4 ขวบสอนเซี่ยวจิง 7 ขวบท่องหลุนอี่ว์ 8 ขวบ ท่องซ่างซู 11 ขวบ ท่องอี้จิง 12 ขวบท่องชุนชิว จั่วจ้วนและกั๋วอี่ว์ 13 ขวบท่องโจหลี่และหลี่จี้
14 ขวบท่องเฉิงโหวอี้จี้ อายุ 15 เข้าราชวิทยาลัย ศึกษาจากทุกแหล่ง
หนังสือ “ซื่อหมินเย่ว์ลิ่ง” (กิจประจำเดือนทวยราษฎร์) ของซุยสือ สมัยราชวงศ์ฮั่น กล่าวว่า เดือน 11 ให้เด็กอ่านเซี่ยวจิง หลุนอี่ว์ เหล่านี้ และเข้าเรียนยุวศึกษา (ประถมศึกษา)
นี่ย่อมฉายภาพระบบการศึกษาของจีนยุคราชวงศ์ฮั่นและต่อมาได้เป็น อย่างดี
จากนี้จึงเห็นได้ว่า ช่วงยุคสามก๊ก ปลายราชวงศ์ฮั่น นอกจากกษัตริย์ ขุนศึกและขุนนางแล้ว หนังสือที่ปัญญาชนยุคนั้นอ่านส่วนมากเป็นคัมภีร์ของลัทธิขงจื่อ
แบ่งตามระดับความยากง่ายและนำมาใช้สอนในระดับชั้นต่างๆ กัน
อย่าได้แปลกใจหาก Ma Bo Yong จะกำหนดให้ซือหม่าอี้อ้างอิงข้อความ “ฟ้าดินไร้เมตตา เห็นสรรพสิ่งดั่งหนึ่งสุนัขฟาง” จากคัมภีร์เต๋าเตอจิงของเหลาจื่อ
อย่าได้แปลกใจหากซือหม่าอี้จะยกนามซ่งเซียงกงจากยุคชุนชิวมาเป็นอุทาหรณ์
อย่าได้แปลกใจเพราะหากไม่ลืมก็คงจะรับรู้ว่า ตระกูลซือหม่ามีสาแหรกทอดมาอย่างยาวนานตั้งแต่ก่อนที่เล่าปังจะสถาปนาราชวงศ์ฮั่น
เนื่องเพราะนี่คือสาแหรกของขุนนาง นี่คือสาแหรกของบัณฑิต
การจะทำความเข้าใจต่อการดำรงอยู่ของ Young สุมาอี้ หรือ สุมาอี้ในวัยหนุ่มยังจำเป็นต้องเข้าไปศึกษาจากสภาพการดำรงอยู่ ณ อำเภอเวินเซี่ยน โดยเฉพาะการตายของหยางผิงอย่างมีเงื่อนงำ
อ้างอิงจาก “ความลับแห่งสามก๊ก” ของ Ma Bo Yong สำนวนแปล “เม่นน้อย”
เติ้งจั่นควบทะยานไปบนที่ราบ ภาพในอกเสื้อเขาอันที่จริงไม่ได้มีเพียงม้วนเดียว แต่เป็น 5 ม้วนก่อนออกเดินทางกัวจยากำชับเขาว่า
อย่ารีบเปิดเผยจุดประสงค์ให้เข้าหาข้ารับใช้สกุลซือหม่าก่อนแล้วค่อยไปเจรจากับสกุลซือหม่า
ดังนั้น เติ้งจั่นจึงไปหาคนขับรถสกุลซือหม่า ช่างทอผ้าสกุลซือหม่า ทหารนายหนึ่งและรองหัวหน้าป้อมปราการในอำเภอเวินเซี่ยนคนหนึ่งก่อน
เติ้งจั่นได้ภาพเหมือนของหยางผิงจากพวกเขามา 4 ม้วน
จากนั้นค่อยไปเคาะประตูใหญ่ของสกุลซือหม่า แจ้งข่าวการตายของหยางผิงกับพวกเขาและขอภาพเหมือน พองานเหล่านี้สำเร็จเสร็จสิ้นลงเติ้งจั่นปฏิเสธคำเชื้อเชิญให้อยู่ต่อ
พักผ่อนเพียงครู่เดียวและรุดกลับสวี่ตูอย่างเร่งร้อน
เนื่องจากเวลาภาพทั้ง 5 วางอยู่ด้วยกันก็ปรากฏข้อสงสัยอย่างหนึ่ง ข้อสงสัยที่ต้องบอกให้กัวจี้จิ่ว กับราชเลขาธิการสวินรู้โดยเร็วที่สุด
เป็นความสงสัยว่าแท้จริงแล้ว “หยางผิง” เป็นใคร
จําเป็นต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า ไม่ว่าการรีบร้อนออกจากเวินเซี่ยนของหยางผิง ไม่ว่าการถูกลอบสังหารเอาชีวิตของหยางผิง
ดำเนินไปอย่างมีเงื่อนงำ ชวนให้กังขา
เพราะในวันเดียวกับที่หยางผิงเสียชีวิต ก็ปรากฏมีการนำขันทีคนหนึ่งจากภายนอกเข้าไปยังราชสำนักและเฝ้าเบื้องพระบาทของพระเจ้าเหี้ยนเต้
คืนนั้นตำหนักหลวงก็เกิดอัคคีภัย ขันทีสังเวยชีวิต
การตายของหยางผิงระหว่างเดินทางจากเวินเซี่ยนมายังสวี่ตู การเกิดอัคคีภัยในพระตำหนักของโอรสสวรรค์พร้อมกับการตายในกองเพลิงของขันทีลึกลับ
ล้วนเป็นเงื่อนงำ ล้วนกลายเป็น “ความลับแห่งสามก๊ก” อย่างมากด้วยสีสัน