การขยาย บทบาท ซือหม่าอี้(34) – ฉากตอนประสบพบกันระหว่างหยางผิงซึ่งอยู่ในบทของโอรสสวรรค์ กับ ซือหม่าอี้ซึ่งเข้ามาในราชสำนักในบทของบัณฑิตก่อให้เกิดภาวะสั่นไหวในตัวของหยางผิงอย่างรุนแรง ล้ำลึก
และแสดงออกอย่างเปิดเผย ณ เบื้องหน้าราชินีฝูโซ่ว
ตั้งเจตจำนงและมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพบซือหม่าอี้ให้จงได้ โดยหวังว่าด้วยสติปัญญาและความสามารถซือหม่าอี้จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้
แต่ราชินีฝูโซ่วไม่เห็นด้วย
การสอดแทรกเข้ามาของซือหม่าอี้จึงก่อความไม่พอใจให้กับ “ขบวนการ” ที่ต้องการเชิดชักโอรสสวรรค์เพื่อต่อกรและช่วงชิงอำนาจจากเฉาเชากลับคืนมา
จึงไม่เพียงแต่สกัดขัดขวางมิให้โอรสสวรรค์ได้พบและแลกเปลี่ยนปัญหากับ ซือหม่าอี้
หากคนของราชวงศ์ฮั่นอย่าง “หยางซิว” ยังตั้งเป้าจะทั้งกำจัดและขจัดซือหม่าอี้ให้พ้นไปจากเส้นทางที่กำหนดเอาไว้อย่างเป็นระบบอีกด้วย
นี่คือภาวะอันซับซ้อนในทาง “การเมือง”
กระนั้น ด้วยความเฉลียวต่อแต่ละสภาพการณ์ในทางการเมือง การวิเคราะห์ในแต่ละห้วงของสถานการณ์ นำพาและลากดึงซือหม่าอี้ได้เข้าไปถึงตัวหงหนง หวังเฟย หรือ ถังจี
ตรงนี้คือกุญแจที่จะไขไปสู่ “ประตู” สำคัญ
ยิ่งประสบเข้ากับสถานการณ์การก่อกบฏของตังสิน ข้าราชสำนักผู้ภักดีต่อราชวงศ์ฮั่น ยิ่งทำให้ซือหม่าอี้มีความเข้าใจ เพราะแม้ว่าสถานการณ์การก่อกบฏจะมาจาก “จดหมายเลือด” ของโอรสสวรรค์
อย่างที่รับรู้กันผ่านยุทธนิยายเรื่องสามก๊กของหลอก้วนจง
แต่เมื่อมาเป็น “ความลับแห่งสามก๊ก” Ma Bo Yong กลับปั้นแต่งหยางซิวให้เข้าไปร่วมในฐานะนักวางแผน กำหนดกลยุทธ์ร่วมด้วยตั้งแต่ต้น
และก็มาพลิกสถานการณ์ในตอนหลัง
พลิกสถานการณ์โดยมีจางซิ่ว หรือ เตียวสิ้ว เข้ามามีบทบาทและการสยบและ ปราบปราม โดยมีกาเซี่ยง หรือ จย่าสวี เป็นนักวางแผนอยู่เรียงเคียงข้าง
การเข้ามาของทัพจางซิ่วจึงกลายเป็นอีกตัวแปรหนึ่งของสถานการณ์ ในสวี่ตู
จากนี้จึงเทียบเคียงกันอย่างเด่นชัดสำหรับใครก็ตามที่อ่านยุทธนิยายเรื่อง “ความลับแห่งสามก๊ก” จะเห็นได้ถึงความแตกต่างกับที่ปรากฏผ่านซีรีส์ชุด “ความลับ สามก๊ก”
โดยเฉพาะบทบาทของซือหม่าอี้
ต้องยอมรับว่าเป็นความพยายามที่จะผลักดัน พร้อมกับขยายจุดเด่นให้กับซือหม่าอี้ให้เข้าไปรับรู้ปัญหาและเรื่องราวอันเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น
ยุทธนิยายอาจค่อยๆ คลี่ ค่อยๆ แผ่แบออกมา
แต่สำหรับซีรีส์สะท้อนว่ามิได้ใจเย็นระดับนั้น หากดำเนินไปในแบบของวัยรุ่นใจร้อนหลายบทหลายตอนซึ่งในยุทธนิยายเป็นบทบาทของคนอื่น
กระนั้นเมื่อเป็นซีรีส์กลับประเคนมอบให้กับซือหม่าอี้
เพียง 8 ถึง 10 บทก็เด่นชัดว่าใครคือตัวเอก ใครคือตัวรอง นั่นก็คือซือหม่าอี้เล่นบทเด่น เป็นคนชี้นำและดำเนินเรื่องอย่างต่อเนื่อง คึกคัก เข้มข้น
ขณะที่หยางผิงในบทโอรสสวรรค์กลับเป็นตัวรอง
อีกปมหนึ่งซึ่งแตกต่างระหว่างยุทธนิยายกับซีรีส์ก็คือ ที่เป็นยุทธนิยายพระเจ้าเหี้ยนเต้ยังมีพระชนม์อยู่ในตอนที่หยางผิงเข้าวัง แต่ในซีรีส์พระองค์สวรรคตไปแล้ว
ภาระจึงมีแต่จะต้องสะบั้น “ตอ” ก่อนที่จะทำลายหลักฐานไปกับเพลิง
ที่เป็นเช่นนี้อาจเนื่องจากพื้นฐานและกระบวนการนำเสนอที่แตกต่างกันเมื่อเป็น ยุทธนิยายกับเมื่อเป็นซีรีส์
อย่างหนึ่งใช้ถ้อยคำเป็นเครื่องมือ อย่างหนึ่งใช้ภาพและการเคลื่อนไหว
แน่นอน เมื่อเป็นยุทธนิยายก็จำเป็นต้องบรรยายให้เห็นภาพทั้งที่เป็นองค์ประกอบ แห่งความคิดและตัวตน แต่เมื่อเป็นซีรีส์การเคลื่อนไหว อากัปกิริยาต่างหากที่สำคัญ
ขอให้ศึกษาจากรูปธรรมแห่งการปรากฏตัวของทหารม้าจากซีเหลียง ในการปราบกบฏ