เยาวเรศรุ่น ในวัย 10 ขวบ(13) – หากเริ่มต้นนับจากปี ค.ศ.179 ที่สุมาอี้ถือกำเนิดขึ้น ณ อำเภอเวิน เมืองเหอเน่ย(โห้ลาย) มณฑลเหอหนาน มาถึงสถานการณ์ที่ตั๋งโต๊ะยกทัพใหญ่จาก เสเหลียงเข้ามายึดครองลั่วหยาง สุมาอี้ก็อายุได้เพียง 10 ขวบ
เป็น 10 ขวบอันได้รับผลสะเทือนจากกลียุคซึ่งเกิดจากฝีมือตั๋งโต๊ะอย่างเด่นชัด
แม้กระทั่งซุนฮกซึ่งเกิดปี ค.ศ.163 เมื่อประสบกับอำนาจเผด็จการอย่างเบ็ดเสร็จในแบบของตั๋งโต๊ะในปีค.ศ.189 แม้ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมือง ยังปฏิเสธโดยการลาออกจากตำแหน่ง
ชายหนุ่มอายุ 26 ปีวิเคราะห์สถานการณ์แล้วบอกกับพี่ชายว่า
“เมืองอิ่งชวน บ้านเกิดของเราเป็นดินแดนที่รายรอบไปด้วยการทำศึกอยู่ทุกด้าน ดังนั้น คงไม่แค่ล้วนตกอยู่ในวังวนของกลียุคท่ามกลางการทำศึกที่เกิดขึ้นในแผ่นดินได้ พวกเราจึงควรหลีกลี้หนีภัยออกจากที่นี่เป็นการด่วนที่สุด”
ครอบครัวตระกูลซุนเป็นเช่นนี้ ครอบครัวตระกูลโจก็เป็นเช่นนี้ ครอบครัวตระกูลสุมาก็ย่อมไม่ได้รับการยกเว้น ล้วนประสบชะตากรรมแทบไม่แตกต่างกัน
เป็นชะตากรรมอันเกิดขึ้นกับทุกพื้นที่ในภาคกลางซึ่งเรียกกันว่า “จงหยวน”
จากนี้จึงเห็นได้จากเมื่อ ยศไกร ส.ตันสกุล ที่แปล “จดหมายเหตุสามก๊ก” ของเฉินโซ่วออกมาเรียบเรียงเป็นเรื่องราวของสุมาอี้ยังได้ระบุในตอนหนึ่งว่า
ปี ค.ศ.190 เมื่อตั๋งโต๊ะเข้ายึดนครหลวงลั่วหยาง
แล้วต่อมาได้เผาทำลายเมือง จากนั้นอพยพผู้คนไปอยู่ที่นครฉางอันแทน สุมาล่ง พี่ชายสุมาอี้ ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำของตระกูล แล้วพาสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด โยกย้ายไปอยู่ที่เหอหนาน
แต่ก็ยังไม่สามารถหลีกหนีภัยสงครามได้
กระทั่งต่อมาเมื่อโจโฉเริ่มเปิดศึกกับลิโป้ ตระกูลสุมาจึงเริ่มปักหลักอยู่เหอหนานได้อย่างมั่นคงขึ้น
นั่นหมายความว่า สุมาอี้ในวัย 10-11 ขวบก็ต้องตามครอบครัวไปอยู่เหอหนาน
และเริ่มเติบใหญ่ในดินแดนของเหอหนานนั่นเอง
นั่นก็ดำเนินไปอย่างที่ Ma Bo Yong บรรยาย สกุลซือหม่ามีอำนาจอย่างกว้างขวางในอำเภอเวินเซี่ยน มีป้อมค่ายหลายสิบแห่ง ทหารหลายพันนาย
สามารถปกป้องตัวเอง คุ้มครองบริวารในสังกัดได้
เกือบทุกสำนวนหนังสือที่มีการเขียนถึงสุมาอี้ ไม่ว่าที่ปรากฏในนามานุกรม บุคคลในสามก๊ก อันเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ “พิชัยสงครามสามก๊ก ฉบับบูรณาการ” ของ สังข์ พัธโนทัย
ก็เน้น “ภาพ” ของสุมาอี้ออกมาว่า
สุมาอี้มีบุคลิกลักษณะที่แปลกกว่าคนธรรมดา แววตาคมราวเหยี่ยว ท่าทางราวสุนัขจิ้งจอก เป็นคนฉลาด เฉียบแหลม
ไม่ว่าใน “นามานุกรมสามก๊ก ฉบับแฟนพันธุ์แท้” ของ ชัชวนันท์ สันธิเดช
ก็เน้นภาพของสุมาอี้ออกมาว่า เขามีบุคลิกผิดประหลาดกว่าคนทั่วไป นัยน์ตาคม ท่วงท่าดุจสุนัขจิ้งจอก สติปัญญาฉลาด หลักแหลม
นี่ย่อมมาจากที่เฉินโซ่วยืนยันเอาไว้ในจดหมายเหตุสามก๊กว่า
สุมาอี้มีบุคลิกโดดเด่น แววตาคมดุจเหยี่ยว ท่วงท่าฉลาดปราดเปรียว ศีรษะสามารถเหลียวหลังสุด ประดุจดังหมาป่ากำลังเหลียวหลัง
ภาพลักษณ์นี้จึงตกทอดมาแม้กระทั่งรุ่นของเฉินเหมาและหวังอี๋ซิง
จึงปรากฏ “ตำนาน” ร่ำลือทั้งที่ปรากฏในยุทธนิยายสามก๊กของหลอก้วนตงกระทั่งตกทอดมาถึงยุคของ Ma Bo Yong กระทั่งมาถึงยุคของ “เหอมู่”แห่งจารชนสามก๊ก
ครั้งหนึ่ง โจโฉได้ยินมาว่าสุมาอี้มี “ท่าทางราวสุนัขจิ้งจอก”
จึงอยากพิสูจน์ให้เห็นจริง โดยให้สุมาอี้เดินนำหน้าแล้วเรียกให้หันหน้ากลับมามองข้างหลัง ซึ่งสุมาอี้ก็หันหน้ามามองหลังโดยไม่ต้องเอี้ยวตัว
อันเท่ากับเป็นการยืนยันว่าเขามีท่าทางราวสุนัขจิ้งจอกจริง
ทั้งนี้เพราะยืนยันต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานว่า เป็นธรรมชาติของสุนัขที่กลัวถูกลอบโจมตีในเวลาเคลื่อนไหวหรือเดินจึงมักหันหน้ากลับมามองข้างหลังอยู่เสมอ
กล่าวสำหรับสุมาอี้อาจเพราะเป็นคนมีไหวพริบและช่างระแวงก็เลยมีอากัปกิริยาอย่างนี้