ทาง 2 แพร่ง ของหลิวผิง(42) – การยอมรับออกมาว่า “ข้าอ่อนแอเกินไป” สะท้อนถึงความท้อแท้ เนื่องจากไม่เพียงแต่ฝูโซ่ว ถังจี เท่านั้นที่กระหน่ำฟาดเข้าใส่ หากแม้กระทั่งหยางซิวเองก็โน้มเอียงที่จะคล้อยตาม
แม้ด้านหนึ่งจะเห็นว่า “สตรีก็มักจะเป็นแบบนี้ ทำอะไรสุดโต่งชอบใช้อารมณ์”
กระนั้น ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าฝูโซ่ว ไม่ว่าถังจี ล้วนอยู่ในวงจรแห่ง “ทฤษฎีสมคบคิด” ตั้งแต่ต้นร่วมกับหยางซิว
นั่นก็คือ ถือว่าหยางผิงเป็นตัวเลือกหนึ่ง เป็น “หมาก” ตัวหนึ่งใน “กระดาน”
จึงย่อมจะต้องมีการเปรียบเทียบระหว่างหลิวเสีย ซึ่งเป็นพี่ กับ หลิวผิง ซึ่งเป็นน้อง ว่าจะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันหรือไม่ และจะสามารถสานต่อยุทธศาสตร์ได้เพียงใด
ตรงนี้เองที่นำความท้อแท้มาให้แก่หยางผิง
ก็ดังที่ Ma Bo Yong ได้ปูพื้นไว้ให้กับหยางผิงตั้งแต่เมื่อออกล่าสัตว์ร่วมกับซือหม่าอี้ระหว่างที่พำนักอยู่อำเภอเวินเซี่ยนว่าเป็นคนใจอ่อนซึ่งใกล้เคียงกับคำว่า “อ่อนแอ”
แต่ดูเหมือนว่า “หยางซิว” จะมองและประเมิน “หยางผิง” ไปในอีกมุมหนึ่ง
เจ้าเป็นคนอ่อนแอรึ ผิดแล้ว หากเจ้ายืนหยัดในความคิดที่จะไม่ฆ่าคนอย่างเด็ดเดี่ยวและอย่างถึงที่สุด นั่นก็ถือได้ว่าเป็นความหนักแน่นอย่างหนึ่งของเจ้า
ข้าจะบอกให้
ความอ่อนแอที่แท้จริง คือ การที่ไม่รู้ความปรารถนาของตัวเองว่าเป็นอย่างไร คือความลังเล ไม่แน่นอน เลอะเลือน ไร้จุดหมายปลายทาง
เช่นหลี่ว์ปู้ เฟิ่งเซียน เจ้าคิดว่าเขาอ่อนแอหรือไม่
แต่ในหลายปีมานี้ เขาได้ทำสิ่งใดที่มีความหมายบ้าง เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ ตกลงว่าจะช่วยเหลือต่งจั๋ว(ตั๋งโต๊ะ)ยึดอำนาจฮั่น หรือสนับสนุนหวังอวิ่น(อ้องอุ้น)ฟื้นฟูฮั่น
เขาไม่รู้
ตกลงว่าจะแย่งเชิงเอาเหยี่ยนโจวจากเฉากงเพื่อยึดจงหยวน หรือจะยึดสวี่โจวเอามาจากหลิวเป้ยเพื่อแยกตัวออกต่างหาก
เขาไม่รู้
หยางผิงเหมือนจะตอบแต่ก็ตอบในลักษณะอันเป็นการตั้งคำถาม “ตลอดหลายปีที่หลี่ว์ปู้มาจงหยวน ทำศึกสงครามไปไม่น้อย แต่กลับไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน
คว้าจับอะไรก็เอาหมด
ประเดี๋ยวเป็นขุนนางที่จงรักภักดี ประเดี๋ยวเป็นขุนนางกบฏ ประเดี๋ยวเป็นขุนศึกที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ บุคคลที่ขาดจุดยืนที่แน่ชัดเช่นนี้ มีแต่ความกล้า ทว่า ไร้ปัญญา
แบบนี้เรียกว่า “อ่อนแอ” อย่างแท้จริง”
นี่คือความพยายามของหยางซิว ถึงแม้จะใช้ถ้อยคำหยามหยันอย่างไร แต่ก็เปี่ยมด้วยความปรารถนาดี สำแดงความเชื่อมั่นต่อภารธุระที่หยางผิงเข้ามาแบกรับ
ถึงขนาดหยิบยกเอาบทบาทของ “หลี่ว์ปู้” มาเป็นอุทาหรณ์
ยืนยันว่าไม่ว่าความอ่อนแอ ไม่ว่าความเข้มแข็ง ปัจจัยอันเป็นเส้นแบ่งอย่างสำคัญอยู่ที่ปณิธานอยู่ที่ความมุ่งมั่น อยู่ที่การมีคำตอบให้กับตนเองอย่างแจ่มชัด
ความหมายอยู่ที่ “ยุทธศาสตร์” ความหมายอยู่ที่ “ยุทธวิธี”
มาถึงตอนนี้ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใด Ma Bo Yong ต้องเน้นเอกลักษณ์และลักษณะในทางความคิดจิตใจของหยางผิงอย่างเป็นพิเศษตั้งแต่อยู่อำเภอ เวินเซี่ยน
แยกจำแนกให้ต่างไปจากสภาพของซือหม่าอี้
เหตุผล 1 ก็เพื่อสร้างเหตุผลและความชอบธรรมที่หยางผิงจะต้องไปแบกรับภารกิจที่หยางเปียวและหยางจวิ้นเริ่มต้นเอาไว้ให้กับราชวงศ์ฮั่น
เหตุผล 1 ก็เพื่อสร้างความชอบธรรมและเหตุผลให้กับซือหม่าอี้
แม้ว่าจะเป็นเรื่องราวที่หยางผิงแบกรับอย่างเต็มพิกัดตามยุทธศาสตร์ของข้าราชสำนักจากลั่วหยาง แต่ในที่สุดแล้วซือหม่าอี้ก็เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยช่วยกันอย่างแนบแน่น
ขอให้ศึกษาจากการสนทนายาวเหยียด ณ ศาลเจ้าหงหนงอ๋อง