แจ่มชัด ในเป้า ชัดในวิถี (44) – ท่ามกลางความตื่นตะลึง ณ เบื้องหน้า หยางซิวยื่นมือกดลงบนหน้าอกตัวเอง นิ้วมือทั้ง 5 กางออกช้าๆ ทำท่าเหมือนกับกำลังควักเอาหัวใจออกมา
จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่นและจริงจัง
“ขุดเอาความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ออกมาจากตรงนี้ จากนั้นทำให้ถึงที่สุด นั่นคือ หน้าที่ของเจ้า อดีตจักรพรรดิเป็นอย่างไรไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
ทุกคนล้วนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ให้เจ้าฝืนตัวเองเจ้าก็ทำไม่ได้
เพียงแต่เจ้าต้องจดจำข้อหนึ่ง วันนี้เมื่อเจ้าเลือกแล้วนับแต่นี้เป็นต้นไปย่อมต้องเดินไปในเส้นทางนี้ เดินให้ถึงที่สุด เดินให้ถึงปลายทาง
ไม่มีโอกาสที่จะเปลี่ยนทิศทาง หรือเริ่มต้นใหม่อีกแล้ว”
หากมองผ่านแต่ละอากัปกิริยาของหยางซิวก่อนจะกลั่นออกมาเป็นคำพูด ต้องยอมรับว่าเป็นการพูดจากหัวใจเหมือนที่พยายามสำแดงออก
นั่นก็คือ กางนิ้วมือออกช้าๆ ทำท่าควัก “หัวใจ”
เมื่อประสบกับความหนักแน่นจริงจังเช่นนั้น ไม่ว่าจะประเมินผ่านหลิวเสีย ไม่ว่าจะประเมินผ่านหลิวผิง ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้มาใหม่ต้องยอมรับว่ามิอาจดำรงอยู่ได้อย่างปกติ
หลิวเสียจ้องมองหยางซิว หัวใจสั่นคลอน
คนหนุ่มที่อยู่ ณ เบื้องหน้า ดูแล้วแก่กว่าตนเพียงไม่กี่ปี แต่กลับมีแนวคิดและทัศนคติที่แจ่มชัดและลึกซึ้งถึงเพียงนี้
คำพูดของเขาแต่ละคำพูดฟังแล้วเหมือนขัดต่อจารีตประเพณี
กระนั้น กลับมีคุณสมบัติพิเศษอันล่อลวงใจคนเหมือนเป็นดาบคมกริบซึ่งเปิดเนื้อและหนังออกมา แน่นอนดาบเล่มนี้ย่อมแทงทะลุเข้าไปในหัวใจ
คำถามก็คือ ตกลงเขาต้องการอะไรกันแน่
ต้องการฝึกตนสร้างครอบครัว ปกครองบ้านเมืองสงบแผ่นดิน หรือว่าจูงสุนัขเหลืองในอำเภอชั่งไฉ ประพฤติตนตามวิถีแห่งหวงเหล่า ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข ต้องการออกจากสังคมหรือเข้าสังคม
ต้องการฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น หรือต้องการอยู่อย่างสงบสันโดษ
จากบทสรุปอันรวบรัดของหลิวเสีย พลันพบว่าหยางซิวมองเขาอย่างทะลุปรุโปร่งตั้งแต่แรกแล้ว ความเป็นจริงที่ต้องครุ่นคำนึง
คือนัยแห่งการเปรียบเทียบอันลวกร้อนในทางความคิด
ก่อนออกจากอำเภอเวินเซี่ยนมายังสวี่ตู เขาดำรงอยู่เสมอเป็นเพียงหลี่ว์ปู้คนหนึ่ง ไม่มีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน ขอเพียงได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขปลอดภัย
ทว่า การตายของหลิวเสียตัวจริงมอบภาระอันหนักอึ้งให้
เป็นภาระที่จะต้องดำเนินไปในสภาพที่ไม่อาจปัดปฏิเสธได้ เนื่องจากทุกอย่างได้กำหนดเป็นพิมพ์เขียวมาไว้แล้วอย่างเสร็จสรรพ
มิได้เป็น “อุบัติเหตุ” ตรงกันข้าม เป็นการวางแผน กำหนดเป็นกลยุทธ์
น่าเชื่อว่าเป็นแผนของหยางเปียวที่สมคบกับขุนนางผู้ภักดีต่อราชวงศ์ฮั่น ผู้ร่วมชะตากรรมจากลั่วหยาง มอบหมายให้หยางจวิ้นเป็นผู้เสียสละและ รับผิดชอบ
ในฐานะ “คนหน้าใหม่” หยางผิงจึงย่อมจะเกะกะเก้งก้างเป็นธรรมดา
ความแตกต่างระหว่าง “ยุทธนิยาย” เมื่อผันมาเป็น “ซีรีส์” จึงมีความจำเป็นและเป็นไปตามขนบและโครงสร้างอันสมควรของศิลปะในแต่ละแขนง
บทบาทอันเคยเป็นของ “หยางซิว” กลับเป็นของ “ซือหม่าอี้”
หากมองจากภูมิหลัง หยางซิวแม้จะเป็นทายาทของหยางเปียวและมีบทบาทตั้งแต่เริ่มต้นในการสับเปลี่ยนตัวระหว่างหลิวเสียกับหลิวผิง
แต่ก็ดำรงอยู่อย่างไม่เสถียร
ใครที่อ่านยุทธนิยายเรื่อง “ความลับแห่งสามก๊ก” ก็จะมองเห็นแนวโน้มที่เสื่อมทรุด ตกต่ำและหมดบทบาทลงเป็นลำดับของหยางซิว
ขณะที่ความโดดเด่นกลายกลับมาเป็นของ “ซือหม่าอี้” มากกว่า