ป้อง‘ไวรัส RSV’หมอแนะเช็กอาการลูก – เชื้อไวรัส RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus ที่หลายคนกำลัง วิตกว่าจะระบาดในช่วงสภาพอากาศในประเทศไทยช่วงปลายฝนต้นหนาว

พญ.ณัชชา สากระจาย กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจเด็ก ร.พ.พริ้นซ์ อุบลราชธานี กล่าวว่า เชื้อไวรัส RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus แพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านทางละอองฝอยขนาดใหญ่ และการสัมผัสเชื้อและไปสัมผัสที่ตาหรือจมูก ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ร่างกายผลิตเสมหะออกมาจำนวนมากไวรัสสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ประมาณ 24 ชั่วโมง มักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็กโดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว

พญ.ณัชชากล่าวว่า ผู้ที่ติดเชื้อ RSV จะปล่อยเชื้อไวรัสออกจากสารคัดหลั่งประมาณ 2 สัปดาห์ ผู้ที่ได้รับเชื้อ RSV เข้าสู่ร่างกายจะใช้ระยะฟักตัว 3-5 วัน ก่อนเริ่มแสดงอาการซึมคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา แต่อาการแสดงทางคลินิกของผู้ป่วยติด เชื้อ RSV จะมีความแตกต่างกันไปตามวัย หากเกิดในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ก็เป็นกลุ่มเสี่ยง แต่ในกรณีเด็กเล็กๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็ก 3-5 ขวบ ซึ่งแสดงอาการต่างกันตามช่วงวัย ดังนี้

1.ทารกคลอดก่อนกำหนดและทารกในช่วงเดือนแรก จะมีอาการดูดนมน้อยลง ซึมลง บางรายมีอาการหยุดหายใจ อาจมีอาการคล้ายการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

2.เด็กช่วง 2 ขวบปีแรก มักเริ่มจากอาการไข้ต่ำๆ น้ำมูก จาม นำมาก่อน 1-3 วัน ต่อมาเริ่มมีอาการไอ หายใจเร็วขึ้น หายใจลำบาก บางรายมีการติดเชื้อของระบบหายใจส่วนล่าง ได้แก่ ภาวะหลอดลมฝอย หรือหลอดลมส่วนปลายอักเสบ หากเชื้อลุกลามไปยังถุงลมจะเกิดภาวะปอดอักเสบได้

3.เด็กอายุ 2-5 ปี นอกจากทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนล่างแล้วยังทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบน และเกิดกลุ่มอาการ Croup (การอักเสบของกล่องเสียงและทางเดินหายใจส่วนบน) ได้

พญ.ณัชชากล่าวว่า การวินิจฉัยผู้ติดเชื้อ RSV ทำได้โดยการตรวจทางไวรัสวิทยา และภาพถ่ายรังสีปอด การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ ได้แก่ การให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอขับเสมหะ ยาลดน้ำมูก ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสและไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่อยู่ระหว่างวิจัยพัฒนา

การป้องกันลูกน้อยด้วยการให้นมแม่ ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อ RSV ชนิดรุนแรงในช่วงวัยทารก และภูมิคุ้มกันจากมารดา anti-RSV IgG ที่ส่งผ่านทางรกช่วยลดการติดเชื้อ RSV ในทารกช่วง 4 เดือนแรกได้

ผู้ปกครองที่มีลูกป่วยควรแยกเด็กออกจากเด็กปกติ รวมถึงของใช้ส่วนตัว เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้กับผู้อื่น ถ้าเข้าเนิร์สเซอรี่หรือโรงเรียนแล้ว ควรให้ลูกหยุดเรียนอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์จนกว่าจะหายเป็นปกติ

นอกจากนี้ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนจับหรือดูแลเด็ก หลีกเลี่ยงการจูบหรือหอมเด็ก เพราะอาจเป็นการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว ใส่หน้ากากอนามัยป้องกันหากมีการสัมผัส ผู้ป่วย ดูแลบุตรหลานให้อยู่ห่างผู้ป่วยที่สงสัยว่าติดเชื้อ และไม่นำบุตรหลานไปในที่ชุมชนสถานที่ที่มีคนเยอะก็จะสามารถหลีกเลี่ยงโอกาสสัมผัสโรคนี้ได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน