ทฤษฎี ประสาน การปฏิบัติ(46) – เมื่อรับฟัง “ทฤษฎีอี่เทียนหลัว” จากการร่ายยาวโดยหยางซิว ใช่ว่าหลิวเสียจะคล้อยตาม หากแต่กลับบังเกิดความสงสัยถึงกับเสนอคำถามอันแหลมคมออกมา
“เรื่องนี้พูดง่าย แต่จะทำให้เป็นจริงได้อย่างไร”
หยางซิวส่ายนิ้วอีกครั้ง “ผิดอีกแล้ว เรื่องนี้พวกเรากำลังทำอยู่ กำลังของราชวงศ์ฮั่นในทัพเฉามีมากกว่าที่เจ้าคิดมาก แม้กำลังพวกนี้ตอนนี้จะเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์
แต่ช้าเร็วต้องกลายเป็นกิ่งก้านของเถาวัลย์แห่งราชวงศ์ฮั่นอันเกาะพันไม้ใหญ่อย่างเฉาเชาไว้แน่น
เรื่องพวกนี้ข้าจะคอยจัดการอยู่นอกวังเอง หน้าที่ของเจ้าคือสวมบทบาทของจักรพรรดิให้ดี ดึงดูดเอาความสนใจของเฉาเชาไปให้หมด มอบพื้นที่ให้เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ได้เจริญเติบโต”
ยามนี้หลิวเสียเอ่ยคำถามสุดท้าย
“ข้าทำเพื่อสายเลือดพี่น้อง ฝู่ ถัง 2 คนทำเพื่อสามีของตัวเอง ใต้เท้าหยางทำเพื่อความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ฮั่น แล้วเจ้าล่ะ เหตุใดเจ้าจึงเลือกเส้นทางที่อันตรายถึงเพียงนี้
สิ่งที่เจ้าควักออกมาจากหัวใจคืออะไร”
คําถามจากหลิวเสียตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่งผลให้หยางซิวต้องเหลือบชำเลืองมองไปยังป้ายบูชาของจักรพรรดิต้าฮั่นซึ่งอยู่ไกลออกไป
เชิดคางเล็กน้อยก่อนกล่าว “ง่ายมาก ข้า หยางซิวเป็นคนฉลาด ในยุคสมัยนี้ คนที่ฉลาดกว่าข้ามีเพียง 3 คน คนหนึ่ง ยังไม่กลับสวี่ตู คนหนึ่ง ออกจากสวี่ตู ไปแล้ว ยังมีอีกคนคือพี่ชายของเจ้า หลิวเสียตัวจริง หากข้าทำเรื่องที่เขาทำไม่ สำเร็จได้
ย่อมเท่ากับเอาชนะคนที่ฉลาดกว่าตัวเองได้ 1 คน ช่างเป็นเรื่องน่าสนุกเสียนี่กระไร”
นั่นคือ อหังการของหยางซิวอันดำรงอยู่ในยุทธนิยาย “ความลับแห่งสามก๊ก” นั่นคือ เป้าหมายของหยางซิวที่ต้องการยกระดับตัวเองขึ้นไปกระทบไหล่กับอีก 2 ยอดกุนซือ
อันได้แก่ 1 กุยแก อันได้แก่ 1 กัวจยาอย่างที่เรียกขานกัน
ภายในการเอ่ยอ้างโดยอาศัยปากของหยางซิว แต่ลึกๆ แล้วในจินตนาการของ Ma Po Yong ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ก็ดำเนินไปในกระสวนทางความคิดแบบหวังอี๋ซิงแห่ง “หงสา จอมราชันย์”
นั่นก็คือ ปรารถนาในการจัด “อันดับ” ของกุนซือ ของนักวางกลยุทธ์
หากไม่ทะเยอทะยานในเรื่องการจัดอันดับนักวางกลยุทธ์ไฉนจึงจะมีการคิดประดิษฐ์สร้างตัวละครในแบบของ “อ้วนปึง” ขึ้นมาเล่า และในความเห็นของหวังอี่ซิง
กุยแกย่อมเป็น 1 ที่ผ่านเข้าสู่การประลองด้าน “พิชัยยุทธ์”
อีก 1 ย่อมเป็นจิวยี่ที่ผ่านเข้าสู่การประลองด้าน “ดนตรี” แตะปลายขลุ่ยกับริมฝีปากเรียวบาง ทำนองเสียงสูงบังเกิดเงาร่างของอ้วนปึงก็ทะยานมาถึงเบื้องหน้าด้วยท่าร่างงดงามปานกะเรียน
พร้อมเสียงเคาะด้ามพู่กันไม้ไผ่ดังระรัวปานพิรุณฝนห่าหนัก
อีก 1 ย่อมเป็นกาเซี่ยง “ท่านรู้หรือไม่ว่า หนึ่งในพิชัยยุทธ์ของข้ามีนามเรียกว่า” กงจื้อถวายเศียร” และ 1 ย่อมเป็นบังทอง เช่นเดียวกับอีก 1 ย่อมเป็นซุนฮก
แต่อีก 1 คือจูกัดเหลียง และอีก 1 คือ สุมาอี้
เป็นการพันตู ณ เบื้องหน้าซินแสคันฉ่องส่องวารี สุมาเต็กโช เนื่องจากการ พันตูเนิ่นนานยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ ซินแสคันฉ่องวารีจึงต้องประกาศว่า การประลองระหว่างอ้วนปึงกับจูกัดเหลียงเสมอกัน
แล้วการประลองกับ “สุมาอี้” เล่าดำเนินไปอย่างไร
รายละเอียดอันหวังอี๋ซิงวาดพรรณนาเอาไว้ใน “หงสา จอมราชันย์” จะขอละเอาไว้ก่อนเพราะความจำเป็นเฉพาะหน้าคือการทำความเข้าใจต่อ “ทฤษฎีอี่เทียนหลัว”
คล้ายกับหยิบยกขึ้นมาโดย “หยางซิว”
สะท้อนความทะเยอทะยานที่จะยกสถานะของตนเองไปยืนเรียงเคียงบ่ากับกุยแกหรือแม้กระทั่งกาเซี่ยงซึ่งเป็นคนสำคัญของเฉาเชา
กระนั้น โดยเนื้อแท้แล้วก็เป็นประดิษฐกรรมของ Ma Bo Yong
ที่นำเอาเรื่องราวของ “แปดพิสดาร” อันถือว่าเป็นการนำเสนอของหวังอี่ซิงโดยอาศัย บทบาทของอ้วนปึงเป็นทางผ่านก็เพื่อสะท้อนไปยังสิ่งที่ Ma Bo Yong ปรารถนา
ถามว่าจาก “ทฤษฎีอี่เทียนหลัว” แตกแขนงไปสู่ “ทฤษฎี” อะไร