สธ.พัฒนาชุดตรวจโควิดปลื้มแม่นยำ90% – นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รักษาการอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมได้พัฒนาชุดตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ SARS-CoV-2 หรือโควิด-19 ซึ่งเป็นชุดแรกของประเทศไทยที่ผ่านการทดสอบว่ามีความไว ความจำเพาะ และความแม่นยำต่อโรคโควิด-19 มากกว่า 90% ขณะนี้อยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หากผ่าน กรมจะผลิตเพื่อนำมาใช้ในการสุ่มตรวจหาภูมิคุ้มกันคนไทยประมาณ 60,000 คนทั่วประเทศ เพื่อสรุปข้อมูลความชุกของโรคโควิด-19 ของไทย หากผลออกมาว่าความชุกต่ำ แสดงว่าต้องคงการ์ดสูงต่อไป เพราะอัตราการติดเชื้อยังต่ำ
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า กรมมีกำลังการผลิตชุดตรวจหาแอนติบอดีดังกล่าวได้ 3,000 ชุดต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ ยังพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนที่สนใจนำไปผลิตเพื่อจำหน่ายได้ ซึ่งการผลิตได้เองในประเทศทำให้ต้นทุนต่ำเพียงกว่า 100 บาทต่อชุดเท่านั้น ขณะที่หากนำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาอยู่ที่ 300-500 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแปลผลการตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกันต้องแปลผลควบคู่กับการตรวจหาสารพันธุกรรม อาการทางคลินิก และการดำเนินโรค ทำให้ผลถูกต้องมากยิ่งขึ้น ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ออกคู่มือการแปลผล ดังนี้ หากผลตรวจสารพันธุกรรม (RNA) เป็นบวก และผลภูมิคุ้มกันเป็นบวกทั้ง IgM และ IgG แปลผลจากการตรวจว่ากำลังติดเชื้อ และพบภูมิตอบสนองต่อเชื้อแล้ว หาก RNA เป็นบวก IgM เป็นบวก แต่ IgG เป็นลบ แปลว่ากำลังติดเชื้อ และเพิ่งเริ่มสร้างภูมิตอบสนอง หาก RNA เป็นบวก IgM เป็นลบ และ IgG เป็นบวก แปลว่า มีการติดเชื้อในระยะท้าย พบภูมิตอบสนองต่อเชื้อแล้ว หรือกำลังติดเชื้อซ้ำ หาก RNA เป็นบวก แต่ภูมิคุ้มกันเป็นลบทั้งหมด แปลว่า เพิ่งติดเชื้อระยะแรกเริ่ม โดยยังไม่สร้างแอนติบอดี
หาก RNA เป็นลบ ภูมิคุ้มกันเป็นบวกทุกตัว แปลผลว่า เป็นการฟื้นตัวจากการติดเชื้อ และพบภูมิตอบสนองต่อเชื้อแล้ว หรืออาจเกิดผลลบปลอมของการตรวจ RNA หาก RNA เป็นลบ IgM เป็นบวก และ IgG เป็นลบ แปลว่าเป็นการฟื้นตัวจากการติดเชื้อ และเพิ่งเริ่มพบภูมิตอบสนองในระยะแรก หาก RNA เป็นลบ IgM เป็นลบ แต่ IgG เป็นบวก แปลว่าหายจากโรคหรือเคยสัมผัสเชื้อมาก่อนหน้าแล้ว