ชำแหละ ทฤษฎี อี่เทียนหลัว(47) – แม้ในเบื้องต้น Ma Bo Yong จะกำหนดบทบาทให้หยางซิวนำเสนอ “ทฤษฎี อี่เทียนหลัว” ประสานกับการอรรถาธิบายอย่างค่อนข้างเป็นระบบ เป็นขั้นตอน
กระนั้น ในภายหลังเขาก็มอบหมายให้ซือหม่าอี้ออกมาโต้แย้ง
เป็นการโต้แย้งแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นเหตุเป็นผล ความเป็นไปไม่ได้ ของ “ทฤษฎีอี่เทียนหลัว” ขณะเดียวกัน ก็นำเสนอ “ทฤษฎีปลวก” เข้ามา ทดแทน
นี่ย่อมเป็นความจัดเจนจากเมื่อคราวเขียนยุทธนิยายเรื่อง “ฉางอัน 12 ชั่วยาม”
ความชมชอบของคนเขียนหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเรื่องสามก๊กในสมัยหมิง ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเรื่องของแผ่นดินถังผ่านฉางอัน 12 ชั่วยามก็ตาม
ย่อมสามารถแปรเปลี่ยน พลิกผัน “ทฤษฎี” ในทางความคิดเข้ามาสอดสวมได้
Ma Bo Yong หยิบยกเอาสถานการณ์ที่ซือหม่าอี้กับหลิวผิงมาพบกันอีกคำรบหนึ่ง ณ เมืองเยี่ยเฉิงในดินแดนอันเป็นเขตอิทธิพลของหยวนเซ่า
เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความจัดเจน
เริ่มจากในห้วงแห่งการสนทนาแลกเปลี่ยนบทเรียนของกันและกันนั้น หลิวผิงเอาพู่กันจุ่มหมึก แหงนหน้ามองไปยังขื่ออันแขวนตัวสูงอยู่ข้างต้นก่อนถอนหายใจเบาๆ ออกมา
“โบราณว่า สภาพอากาศมิสู้สภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมมิสู้จิตใจคน
บัดนี้สิ่งที่ราชวงศ์ฮั่นพึ่งพาได้มากที่สุดคือจิตใจคน สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดคือจิตใจคนเช่นกัน ขอเพียงข้าได้สมุดรายชื่อนี้มาย่อมเสาะหาเมล็ดพันธุ์เถาวัลย์ให้ราชวงศ์ฮั่นได้มากยิ่งขึ้น
แอบเพาะเลี้ยงให้เกาะอยู่กับต้นไม้ใหญ่อย่างสกุลเฉาเพื่อคิดการใหญ่”
คำว่า “สมุดรายชื่อ”ที่ว่าหมายถึงสมุดที่เรียกขานว่า “เยวี่ตั้นผิง” อันจัดทำขึ้นโดย สวีเซ่า บัณฑิตนามกระเดื่องแห่งยุค เชี่ยวชาญการวิพากษ์วิจารณ์คนเป็นที่สุด
งานชุมนุมวิจารณ์นี้จัดขึ้นเดือนละครั้ง ผู้ใดได้รับคำชมเชยจากเขาค่าตัวย่อมสูงลิ่ว
อย่าได้แปลกใจที่เมื่อได้ยินคำกล่าว “ขอเพียงได้สมุดรายชื่อมาย่อมเสาะหาเมล็ดพันธุ์เถาวัลย์ให้ราชวงศ์ฮั่นมากยิ่งขึ้นแอบเพาะเลี้ยงให้เกาะอยู่กับต้นไม้ใหญ่” ซือหม่าอี้สวนกลับทันควัน
“นี่ไม่ใช่คำพูดของเจ้าเลย ใครสอนเจ้ามากระมัง”
เมื่อได้ยินคำตอบจากหยางผิงที่ว่า “เป็นหยางเซียนเซิง หยางซิว เขาบอกว่า ราชวงศ์ฮั่นต้องทำตัวเป็น “อี่เทียนหลัว” มีชีวิตอยู่โดยพึ่งพาคนแซ่เฉา”
ซือหม่าอี้ก็แค่นเสียงหยัน “ไร้เดียงสา” พร้อมกับอธิบาย
“เถาวัลย์เติบโต ต้นไม้ใหญ่ก็เติบโตเช่นกัน ต้นไม้ใหญ่ขาดเถาวัลย์ก็แค่ผู้กล้าตัด ข้อมือ แต่เถาวัลย์ขาดต้นไม้ใหญ่ต้องตายแน่นอน
เมื่อเฉาเชาพบว่าราชวงศ์ฮั่นยิ่งใหญ่เกินจะควบคุมเจ้าคิดว่าเขาจะหวั่นเกรงอย่างนั้นหรือ”
หลิวผิงเมื่อประสบกับสถานการณ์สวนกลับอย่างฉับพลันทันใดจากซือหม่าอี้ ก็ไม่สามารถโต้แย้งได้อย่างทันทีทันใดได้แต่แสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนออกมา
“อี้เหอ ไม่ใช่ข้าดูแคลนเจ้า
คนอย่างเจ้านิสัยอ่อนโยนเกินไป ทั้งยังเป็นคนดีกับทุกคนไม่เลือก ไม่รู้อุบายการแก่งแย่งชิงดีพวกนี้หรอก แผนการพึ่งพิงต้นไม้ใหญ่นี้เวลาพูดนั้นง่าย แต่ปฏิบัติจริงจะยากเพียงใด”
นี่ย่อมสอดรับกับ “คำถาม” ที่หยางผิงเคยตั้งกับหยางซิว
ซือหม่าอี้ไม่รั้งรอหากแต่เดินหน้าเต็มสูบ “ยามเผชิญหน้ากับอุบายของพวก สวินอี้ กัวจยา จย่าสวี เฝ่ยเซียนเซิง เจ้ามิอาจก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว เจ้าคิดว่าเจ้าจะทำสำเร็จหรือ”
หลิวผิงส่ายศีรษะอย่างจนใจ
“ข้าก็รู้ถึงความยากลำบากของสถานการณ์ แต่ราชวงศ์ฮั่นอ่อนแอถึงขั้นนี้ นี่เป็นทางออกเพียงทางเดียว จ้งต๋า หากเปลี่ยนเป็นเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร”
เราต่างรู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ “นิยาย” เป็น “เรื่องแต่ง”
ทั้งเป็นนิยายในลักษณะสมมติไม่เพียงแต่ให้พระเจ้าฮ่องเต้มีคู่แฝดเพื่อสร้างสีสันอีกสีสันหนึ่งขึ้นมา หากแม้กระทั่งบทบาทของซือหม่าอี้ก็เป็นการเนรมิตขึ้นใหม่โดยอิงอยู่กับพื้นฐานเดิม
กระนั้น ก็สมควรล้างหูและน้อมรับฟังความเห็นของซือหม่าอี้