ฟังเสียงตับรับมือมะเร็ง ร่วมสร้างความตระหนัก – มะเร็งตับเป็นโรคที่มีอุบัติการณ์ในประเทศไทยสูงเป็นอันดับ 1 สำหรับเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง
ในเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นเดือนที่ทั่วโลกร่วมกันรณรงค์ ต่อต้านและสร้างความตระหนักให้กับมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดอย่างมะเร็งตับ
โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ร่วมกับมูลนิธิ เครือข่ายมะเร็ง มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย และสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย จัดงานขึ้นต่อเนื่องภายใต้ชื่อ Voice of Liver : #ฟังเสียงตับรับมือมะเร็ง เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งตับ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความเสี่ยง การป้องกันโรค การตรวจคัดกรอง การวินิจฉัยและการรักษา รวมถึงเทคโนโลยีการแพทย์ยุคใหม่ ที่เพิ่มโอกาสในการรักษาให้กับ ผู้ป่วยได้มากขึ้น พร้อมนำเสนอเกร็ดความรู้เกี่ยวกับมะเร็งตับ ผ่านมุมมองของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา รวมถึงประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยมะเร็งตับ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งตับประกอบไปด้วย การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงและโรคอ้วน การบริโภคแอลกอฮอล์เกินปริมาณที่เหมาะสมและการสัมผัสกับสารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่เกิดจากเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารต่างๆ
นอกจากมะเร็งตับจะเป็นหนึ่งในภัยสุขภาพอันดับต้นๆ ของประเทศไทยแล้ว ยังมีผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขพบว่ามะเร็งตับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและเจ็บป่วยเรื้อรังจนนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ประกอบกับปัจจุบันประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งตับที่มีเเนวโน้มสูงขึ้นในผู้สูงอายุเช่นเดียวกัน หาก อุบัติการณ์การเกิดโรคเเละการเสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตโรคมะเร็งตับอาจกลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญ ที่คอยฉุดรั้งการพัฒนาของประเทศในสังคมผู้สูงอายุเช่นนี้

นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Institute: NCI) กล่าวถึงปัญหาของโรคมะเร็งตับในสังคมปัจจุบัน จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งประเทศไทยที่สถาบันมะเร็งเเห่งชาติเป็นผู้เก็บข้อมูล ปัจจุบันพบว่ามะเร็งตับเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตชายไทยเป็นอันดับ 1 และหญิงไทยเป็นอันดับ 2 โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมาพบเเพทย์ในระยะลุกลาม อาจจะเนื่องมาจากโรคนี้ไม่เเสดงอาการในระยะเริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยมักมาพบเเพทย์ในระยะลุกลามหรือเป็นมากเเล้ว ผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักเสียชีวิตในเวลาไม่นานเพราะการรักษาปัจจุบันยังมีข้อจำกัด
ประกอบกับข้อมูลที่ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ คือมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 20 ในปีพ.ศ.2564 ยิ่งอาจจะทำให้สถานการณ์โรคมะเร็งตับในประเทศไทยเลวร้ายลง เพราะผู้ป่วยบางรายเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทำให้เกิดความสูญเสียของเเรงงานเเละศักยภาพในการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเเละพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จากข้อมูล มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากโรคมะเร็งตับที่เกิดจากการบริโภคแอลกอฮอล์เพียงปัจจัยเดียวก็สูงถึง 11,836 ล้านบาทในเพศชาย เเละ 706 ล้านบาทในเพศหญิง

จากสถานการณ์เเละผลกระทบดังกล่าวเราอาจจะต้องพัฒนาประสิทธิภาพการรักษาคนไข้กลุ่มนี้ให้ดีขึ้นต่อไป เพื่อลดอัตรา การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต”
ถึงแม้โรคมะเร็งตับจะมีอุบัติการณ์ที่สูง แต่การพบมะเร็งตับในระยะเริ่มต้นกลับสามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาได้ จึงเป็นจุดกำเนิดของการจัดงาน Voice of Liver ในปีนี้ซึ่งจัดเป็นปีเเรก ภายใต้คอนเซ็ปต์ ฟังเสียงตับ รับมือมะเร็ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงความรุนเเรงของมะเร็งตับต่อระบบสาธารณสุขในประเทศไทย เเละรณรงค์ให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เกินปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำ เป็นต้น เฝ้าระวังอาการ ตรวจคัดกรอง และพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังนำเสนอข้อมูลใหม่ๆ ด้านการรักษาที่มีบทบาทในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มโอกาสในการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพให้กับผู้ป่วย
ในงานยังได้มีการกล่าวถึงการรักษา ใหม่ที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย สำหรับรักษาคนไข้มะเร็งตับชนิดที่เป็นมะเร็งที่เซลล์ตับ (Hepatocellular carcinoma) ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ โดยเป็นการใช้ยากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ร่วมกับยาต้านการสร้าง หลอดเลือดที่คอยให้อาหารแก่ก้อนมะเร็ง (Anti-angiogenesis) โดยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่าการใช้ยาทั้ง 2 ชนิด มีผลในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายในการต่อสู้กับมะเร็ง สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตโดยเฉลี่ยและช่วยควบคุมโรคไม่ให้ ลุกลามได้

น.ส.ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง (Thai Cancer Society: TSCO) กล่าวว่า “มะเร็งตับเป็นโรคที่ผู้ป่วยมักพบในระยะลุกลามหรือระยะท้ายของโรค เนื่องจากโรคนี้มักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ดังนั้น ทางเลือกในการดูแลรักษาจึงเป็นปัจจัยสำคัญ ถ้าหากผู้ป่วย ญาติผู้ดูแล และแพทย์สามารถพูดคุยและเลือกรูปแบบการรักษาที่เหมาะสมและวางแผนการดูแลล่วงหน้า (Advanced Care Plan) ร่วมกัน โดยเน้นไปที่การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ร่วมกับการมีกำลังใจ ทัศนคติที่ดีต่อโรค และการรับมือที่เหมาะสม จะทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวผ่านช่วงเวลาอัน ยากลำบากนี้ไปได้ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการเพิ่มโอกาสให้สิทธิ์การรักษาของผู้ป่วยเข้าถึงยาหรือการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้”

มะเร็งตับถือเป็นโรคใกล้ตัวที่คนไทยจำนวนไม่น้อยอาจกำลังเผชิญความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกันมะเร็งตับก็มีโอกาสในการรักษาที่มากขึ้นหากได้รับการวินิจฉัยที่ทันท่วงที ดังนั้น ประชาชนทุกคนจึงควรสร้างความรับรู้และตระหนักถึงโรคมะเร็งตับ แนวทางการรักษา รวมถึงหมั่นตรวจเช็กร่างกายของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถร่วมให้กำลังใจและสานต่อความหวังดีกับผู้ป่วยและคนรอบข้างผ่าน #VoiceOfLiver #ฟังเสียงตับรับมือมะเร็ง