เซียวกุย คนพเนจร ร่อนเร่ (52) – ริมฝีปากจางเสี่ยวจิ้งสั่นน้อยๆ จิตใจวุ่นวายสับสน มันรู้ว่าบัดนี้เรื่องที่สมควรต้องกระทำคือยิงผู้ร้ายสุดชั่วช้าอำมหิตผู้นี้ให้ตายดับในศรเดียว จากนั้นรีบไปยับยั้งแผนการร้ายบนหอโคมยักษ์
ทว่า นิ้วมือกลับมิอาจเหนี่ยวไก
นี่เป็นสหายศึกที่ในอดีตร่วมต่อสู้หลังชนหลัง ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกันโดยแท้ จางเสี่ยวจิ้งไม่ใคร่เข้าใจนัก เซียวกุยที่กาลก่อนยืนหยัดยอมตายเพื่อรักษาธงมังกร
เหตุใดจึงกลายเป็นหลงปัวผู้คลุ้มคลั่งได้
สิ่งที่มันต้องการทำลายล้างมิใช่สิ่งเดียวกับที่กาลก่อนถนอมรักษาสุดกำลังหรอกหรือ คำถามที่ผุดขึ้นในใจก็คือ เกิดอันใดขึ้นกับชีวิตมันแน่
“เจ้าหลายปีมานี้ไปทำอะไรที่ใดมา” นี่คือคำถามที่จางเสี่ยวจิ้งปรารถนาจะรู้มากที่สุด
นํ้าในคูหลงโส่วผลักดันวงล้อระหัดมหึมา 6 วงหมุนต่อเนื่อง เสียงดังหึ่งๆ เบาๆสะท้อนไปมาในโถงใต้ดิน คบไฟที่ตกลงบนพื้นในที่สุดก็ดับไป ในความมืดทั้ง 2 ยังคงมิเคลื่อนไหว
คล้ายเป็นรูปสลักหินตั้งอยู่ข้างสุสานประจันหน้ากัน
เงียบอยู่เนิ่นนานเสียงเซียวกุยก็ดังเนิบนาบขึ้นในความมืด “ปีนั้นหลังจากที่พวกเราแยกกันที่ซิวฉือข้ามุ่งหน้ากลับกวางอู่ไปอยู่กับพี่สาว ข้านำเงินรางวัลมากมายและหนังสือแต่งตั้งเป็นมือปราบไปด้วย
เปี่ยมด้วยความหวังว่านับจากนี้ไปจะได้มีอนาคตสดใส
ทว่า ทันทีที่กลับถึงบ้านก็พบว่าบ้านทั้งหลังกลายเป็นเศษซาก สืบสาวราวเรื่องจากหลายๆ คนข้าจึงรู้ว่าที่กวางอู่มีนายอำเภอผู้หนึ่งหมายตาความงามของพี่สาวข้า ข่มเหงนางจนตาย
นายอำเภอเกรงว่าญาติพี่น้องจะร้องเรียนทำให้เกิดเรื่อง
จึงจ้างวานพวกอันธพาลให้วางเพลิง เผาพี่เขยและหลานของข้าจนตายในกองเพลิง ข้าไปแจ้งความกลับถูกใส่ร้ายว่าเป็นโจร เงินทองที่มีติดตัวมากลายเป็นทรัพย์ที่ปล้นชิง
มิหนำซ้ำ ยังทำลายหนังสือแต่งตั้งของข้า”
มันเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างยิ่ง ราวกับกำลังเล่าเรื่องของผู้อื่น ทว่า ในน้ำเสียงก็เปี่ยมไปด้วยความคั่งแค้น รุนแรง
จางเสี่ยวจิ้งไร้วาจา ลมหายใจหนักหน่วงขึ้น
เซียวกุยในโฉมของหลงปัวกล่าวต่อ “เดิมข้าหวังว่ากองบัญชาการเขตหลันโจวจะช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ให้ข้า ทว่า พวกมันสมรู้ร่วมคิดกัน มิเพียงไม่ตรวจสอบหนังสือ
ซ้ำยังนำเรื่องไปบอกอีกฝ่าย จับข้าขังคุก
ข้าติดคุกอยู่ปีกว่า ผู้คุมนำข้าไปแทนตัวนักโทษประหารหมายจะประหารกลางดึก ข้าพบเห็นพิรุธจึงฆ่าเพชฌฆาต หนีตายตลอดคืน
ข้าขโมยธนูจากคลังอาวุธ
ใช้ธนูสังหารนายอำเภอกับเจ้าหน้าที่น้อยใหญ่ 10 กว่าคน ที่ว่าการกวางอู่ร้างเปล่า ไร้คนเป็น ข้าอยู่ที่นั่นไม่ได้แล้ว ได้แต่ถือธนูพเนจรร่อนเร่”
“พเนจรร่อนเร่” กล่าวอย่างเรียบง่าย ทว่าภายในคำนี้กลับเปี่ยมความทุกข์ทรมาน
แต่ละมณฑล แต่ละอำเภอของต้าถังตรวจตราคนเดินทางเข้าออกเข้มงวดมาก ราษฎรทั่วไปหากไม่มีใบอนุญาตจากทางการไม่สามารถเดินทางข้ามด่านได้ อีกทั้งมิอาจพักค้างแรมในโรงเตี๊ยม
คนพเนจรทำได้เพียงกลางวันหลบซ่อน กลางคืนออกเดินทาง มิอาจเห็นแสงตะวัน
เซียวกุยรู้สึกได้ว่า แม้หน้าไม้ยังจ่อขมับ ทว่า แทบไร้รังสีสังหาร เห็นและรู้สึก เช่นนั้นมันจึงหัวเราะ ยื่นมือดันหน้าไม้ออก แล้วลุกขึ้นนั่งช้าๆ
“เหตุใดไม่มาหาพวกเราที่ฉางอัน” จางเสี่ยวจิ้งถาม
“หาพวกท่านแล้วทำอะไรได้หรือ พเนจรไปด้วยกันเช่นนั้นหรือ” เซียวกุยหัวเราะร่วน “เมื่อข้าไม่อาจอยู่ในแผ่นดินภาคกลางได้อีกแล้ว จึงไปยังเมืองโส่วจัวแถบ หลิงอู่เพื่อเร้นกาย
อยู่มาจนทุกวันนี้”
เมื่อได้ยินคำว่า “โส่วจัว” จางเสี่ยวจิ้งพลันกระจ่างแจ้งทันที ที่นั่นคือดินแดนไร้กฎหมาย เป็นเมืองที่คนแบกคดีหนีผิดเยี่ยงเซียวกุยไปชุมนุมกัน
ด้วยฝีมือการยิงธนูของมัน จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งย่อมง่ายดายนัก