โรคปอดบวม ฉีดวัคซีนลดเสี่ยงเด็ก – เนื่องในวันที่ 12 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันปอดบวมโลก (World Pneu monia Day 2020) มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน ร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เดินหน้ารณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดี มุ่งเน้นให้ความรู้ สร้างเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับโรค IPD (Invasive Pneumococcal Disease) และปอดบวม และเรียนรู้การสร้างภูมิคุ้มกันต้าน ‘IPD’ พร้อมเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เพื่อเด็กกลุ่มเสี่ยง ปีที่ 5

โรค IPD เป็นโรคติดเชื้อที่รุนแรงในเด็กเล็ก และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยในแต่ละปีมีเด็กเสียชีวิตจากโรค IPD มากถึง 476,000 คนทั่วโลก 1 นอกจากนี้โรค IPD ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กเล็กป่วยเป็นโรคปอดบวมที่รุนแรง 1 ซึ่งโรคปอดบวมในเด็ก เป็นปัญหาที่ ทั่วโลกให้ความสำคัญ

รศ.นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เชื้อนิวโมคอคคัส เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรค IPD เชื้อชนิดนี้พบได้ในทางเดินหายใจส่วนต้น (โพรงจมูกและคอหอย ) โดยในเด็กไทยปกติพบเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้น เฉลี่ยประมาณร้อยละ 35 โดยพบมากที่สุดในเด็กทารกและเด็กเล็กในช่วงอายุ 2-3 ปี
ส่วนผู้ใหญ่พบเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้นน้อยกว่าในเด็กมาก เฉลี่ยประมาณร้อยละ 42 ซึ่งปกติเชื้อที่อยู่ในลำคอจะไม่ก่อโรค แต่เมื่อร่างกายอ่อนแอลง เช่นเป็นหวัดหรือมีการติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจ เชื้อนิวโมคอคคัสก็จะสามารถรุกรานเข้าไปในร่างกายทำให้เกิดโรคติดเชื้อที่รุนแรงหรือที่เราเรียกกันว่า ‘IPD’ ได้ หากเชื้อแพร่ไปที่สมองจะทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เด็กจะมีอาการไข้สูง ชัก ซึมมาก อาเจียนบ่อย ปวดศีรษะอย่างรุนแรง และมีโอกาสเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว หากเชื้อแพร่ไปที่เลือด จะทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด เด็กจะมีอาการไข้สูง หายใจถี่ หัวใจเต้นเร็ว อาจมีภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ หากเชื้อแพร่ไปที่ปอด ก็จะทำให้เกิดปอดบวมหรือเรียกอีกอย่างว่าปอดอักเสบ เด็กจะมีอาการ ไข้ ไอ หอบเหนื่อย

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก โรค IPD จึงยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบปีแรก นอกจากนี้เชื้อนิวโมคอคคัสยังทำให้เกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบได้อีกด้วย แม้ไม่รุนแรงแต่พบได้บ่อย แพทย์สามารถวินิจฉัยโรค IPD จากอาการและการตรวจร่างกายผู้ป่วย แม้โรค IPD สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ
ปัจจุบันพบว่าในประเทศไทยเชื้อนิวโม คอคคัสมีอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะสูงขึ้น ทำให้การรักษามีความซับซ้อนและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษามากขึ้น การป้องกันโรค IPD ด้วยการฉีดวัคซีนจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะนอกจากจะลดโอกาสการเกิดโรค, อัตราการเสียชีวิต และพิการแล้ว ยังสามารถลดปัญหาการดื้อยาจากการที่ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะตั้งแต่แรกได้ด้วย ซึ่งนอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว การป้องกันโรค IPD ด้วยวิธีอื่นๆ ก็เป็นสิ่งจำเป็น อาทิ หลีกเลี่ยงการไปอยู่ในสถานที่แออัด ผู้ป่วยที่มีอาการของระบบทางเดินหายใจ ควรปิดปากเวลาไอ จาม รวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และดูแลสุขภาพให้ แข็งแรง

สำหรับโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัส (IPD) และโรคปอดอักเสบจากโควิด-19 ที่สังคมให้ความสนใจกันอยู่นั้น มีความเหมือนและความแตกต่างกันในหลายประการ สิ่งที่ทั้ง 2 โรคนี้มีความคล้ายคลึงกัน คือ โรคมีการแพร่กระจายผ่านทางการไอและจาม ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการไข้ ไอ หอบเหนื่อย หากต้องการทราบแน่ชัดว่าเกิดจากเชื้อชนิดใดก็ควรพบแพทย์เพื่อได้รับการวินิจฉัยเพิ่มเติม
นอกจากนี้ทั้งคู่ยังเป็นโรคที่อาจมีความรุนแรงได้ โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 มีโอกาสเกิดภาวะออกซิเจนต่ำได้ร้อยละ 145 สำหรับผู้ป่วยโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัสเอง ก็มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนติดเชื้อในกระแสเลือดได้ถึงร้อยละ 206 แต่สิ่งที่ทั้ง 2 โรคนี้มีความแตกต่างกันก็คือ กลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อ สำหรับโรค IPD มียารักษาและวัคซีนป้องกันแล้ว
ดังนั้นวันปอดบวมโลกปีนี้จึงอยากรณรงค์ให้ประชาชน สังคม ใส่ใจในสุขภาพ นอกจากป้องกันตนเองจากโรคระบาดแล้ว อย่าลืมดูแลลูกหลานหรือผู้สูงอายุที่บ้านให้ห่างไกลจากโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนด้วยการปรึกษาแพทย์เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยเช่นกัน

นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชนและอดีตอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน ยังคงมีความมุ่งมั่นเดินหน้าให้ความสำคัญเรื่องการ สร้างเสริมภูมิคุ้มกันที่มีต่อคุณภาพชีวิตของคนไทย แม้ทั่วโลกตื่นตัวในการป้องกันโควิด ขณะที่การป้องกันโรคทางเดินหายใจอื่นๆ โดยเฉพาะโรคปอดบวมที่เกิดจากเชื้อนิวโมคอคคัส หรือโรค IPD ที่ปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคได้แล้ว ก็ยังคงมีความสำคัญ เป็นอย่างยิ่ง
สำหรับโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสเพื่อเด็กกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เรายังได้เดินหน้าสานต่อจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี โดยปีนี้เป็นปีที่ 5 และยังคงดำเนินตามเป้าหมายหลัก คือการเป็นตัวกลางในการส่งมอบวัคซีนให้แก่ โรงพยาบาลที่เด็กกลุ่มเสี่ยงต่อโรค IPD ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการป้องกันโรคนี้ได้

เด็กกลุ่มนี้ได้แก่ เด็กมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคปอด โรคหอบหืด เด็กที่ไม่มีม้าม เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องเช่นเป็นโรคมะเร็ง ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ติดเชื้อเอชไอวี เด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อนิวโมคอคคัส หรือ IPD มากกว่าเด็กปกติหลายเท่า อีกทั้งมีโอกาสเสียชีวิตหรือพิการได้สูง หากเด็กๆ เหล่านี้ได้รับวัคซีนก็จะช่วยลดโอกาสเจ็บป่วย ลดค่ารักษาพยาบาล ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการที่พ่อแม่ต้องหยุดงานเพื่อมาดูแลลูกที่ป่วย
ในปีนี้เราได้จัดหาวัคซีนได้ทั้งหมด 4,500 โด๊ส และจะส่งมอบให้กับโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า 30 โรงพยาบาลทั่วประเทศ นอกจากนี้ทางมูลนิธิก็พร้อมที่จะผลักดันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เด็กไทยได้รับวัคซีนป้องกันโรค IPD กันถ้วนหน้า เพราะอย่างที่เราทราบกันว่าวัคซีนตัวนี้ในปัจจุบันยังไม่ได้มีการบรรจุอยู่ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งชาติ

ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ ประธานคณะกรรมการสาธารณสุข กทม. เปิดเผยว่า เด็กเล็กเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรค IPD สูงมาก ยิ่งเด็กยิ่งเสี่ยง จากข้อมูลพบว่า อุบัติการณ์เกิดโรค IPD ของคนทั่วไปอยู่ที่ 3.6 ต่อแสนประชากร แต่เด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี มีอุบัติการณ์เกิดโรค IPD อยู่ที่ 11.1 ต่อแสนประชากร และอุบัติการณ์เกิดโรคจะสูงขึ้นไปอีกในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี อยู่ที่ 33.8 ต่อแสนประชากร นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กที่ป่วยเป็นโรคติดเชื้อในกระแสเลือดจาก IPD มีโอกาสเสียชีวิตมากถึง 23%
ดังนั้นหน่วยงานหลายภาคส่วนต่างร่วมรณรงค์เพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของเด็กๆ สำหรับกทม. ในฐานะหน่วยงานภาครัฐยังให้ความสำคัญและพยายามผลักดันให้กทม.พิจารณาโครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค IPD เพื่อดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ซึ่งจากการประชุมครั้งล่าสุดได้มีการพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะให้การป้องกันโรค IPD ด้วยวัคซีนในเด็กเล็กอีกด้วย รวมถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อโรค ดังกล่าว จะสามารถลดความสูญเสียได้ กทม.คาดหวังว่าหากสามารถผลักดันให้นำวัคซีนป้องกันโรค IPD มาฉีดนำร่องให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือ ผู้สูงอายุในกรุงเทพฯในปี 2564 ได้นั้น จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยและต่อสังคม ในวงกว้างเป็นอย่างมากต่อไป