ยิ่งสอบ ยิ่งใกล้ สกุลซือหม่า(60) – ประสบเข้ากับความไม่พอใจ จ้าวเยี่ยนเอ่ยขออภัยกับความบุ่มบ่ามของตนและ ถามต่อ “ผ้าฝีมือหญิงสกุลหลี่เป็นของชั้นดีเช่นนี้จะต้องขายดีเป็นแน่กระมัง”
ช่างทอหยิบกระสวยทอผ้าขึ้นมา อดหัวเราะหยันไม่ได้
“ขายดีรึ ผ้าที่หญิงสกุลหลี่ทอในแต่ละปีมีอยู่เพียง 10 กว่าผืนเท่านั้น แค่มอบให้สกุลใหญ่ในอำเภอเวินเซี่ยนยังไม่พอ แล้วจะเหลือไปขายได้อย่างไร”
“สกุลใหญ่ในอำเภอเวินเซี่ยน อย่างนั้นหรือ”
“ก็ต้องเป็นสกุลซือหม่าอยู่แล้ว และต่อให้เป็นสกุลซือหม่าคนที่มีสิทธิ์ใช้ผ้าของหญิงสกุลหลี่ก็มีจำนวนไม่มาก มีแต่ครอบครัวของหัวหน้าสกุล ผู้สูงวัยในสกุลและคุณชายอีกไม่กี่คนเท่านั้น”
จ้าวเยี่ยนค่อยๆ เก็บชิ้นผ้าทอคืนกลับมาอย่างเงียบๆ
ที่แท้คนที่เข้าไปในตำหนักบรรทมมาจากสกุลซือหม่า สกุลซือหม่าทำตัวเรียบง่าย มาโดยตลอด เพราะแนวทางของซือหม่าฝางคือ การเร้นตัวปกปิดความสามารถ เฝ้ารอเวลา
ไม่เคยได้ยินว่าสกุลนี้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับราชสำนักหรือเฉาเชาเลย
ในท่ามกลางความครุ่นคิดพลันสายฟ้าก็วาบขึ้นในหัวสมองของจ้าวเยี่ยน นึกขึ้นได้ว่าครั้งนั้นตอนไปเยี่ยมหยางจวิ้นและถามอีกฝ่ายว่าเหตุใดจึงแขนขาด
หยางจวิ้นบอกว่าตอนรับลูกชายจากอำเภอเวินเซี่ยนเดินทางมาสวี่ตู พวกเขา พบโจรกลางทาง
และในวันเดียวกันนั้นตำหนักบรรทมของโอรสสวรรค์ในสวี่ตูก็เกิดไฟไหม้พอดี ขบคิดมาถึงตรงนี้จ้าวเยี่ยนเลียบเคียงถามอีกหลายเรื่อง
ถามช่างทอผ้าสูงวัยว่ารู้จักหยางผิงหรือไม่
ช่างทอผ้าสูงวัยมีน้ำใจเรียกคนงานคนหนึ่งเข้ามาบอกให้นางออกไปยกน้ำก่อนจะตอบ จ้าวเยี่ยนว่า “หยางผิงถูกนำมาฝากเลี้ยงไว้กับสกุลซือหม่าตั้งแต่ยังเยาว์”
ซือหม่าฝางเลี้ยงดูเสมือนเป็นลูกชายแท้ๆ คนหนึ่ง
คำถามจากจ้าวเยี่ยนตรงเป้าหมายอย่างที่สุด “ในเมื่อซือหม่าฝางรักใคร่และเอ็นดู หยางผิงเหมือนเป็นลูกชายแท้ๆ นั่นหมายความว่าผ้าฝีมือหญิงสกุลหลี่หยางผิงก็มีสิทธิ์ ได้สวมใส่”
“นายท่านซือหม่าเอ็นดูเขามาก ได้รับการดูแลไม่ต่างไปจากคุณชายสกุลหม่าคนอื่นๆ”
คําถามจากจ้าวเยี่ยนสร้างความแปลกใจให้กับช่างทอผ้าสูงวัยอย่างแน่นอน จึงได้ย้อนถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับคุณชายหยางผิงหรือ หมู่นี้จึงมักมีคนมาสอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับเขา”
“นอกจากข้าแล้วยังมีใครมาถามอีกหรือ”
“หลายวันก่อน ผู้มาสอบถามเป็นทหารคนหนึ่งบอกว่ามาจากสวี่ตู มาถามถึงหน้าตาและรายละเอียดของคุณชายหยางกับข้า”
ได้ยินดังนั้นลมหายใจของจ้าวเยี่ยนพลันถี่กระชั้นขึ้น
วันนั้นหลังจากแอบฟังถังจีกับซุนหลี่คุยกันจ้าวเยี่ยนรู้ว่าบุคคลที่เดินทางมาอำเภอ เวินเซี่ยนคือเติ้งจั่น เห็นทีจะมาสืบว่าหน้าตาของหยางผิงเป็นอย่างไร
เมื่อเดินทางกลับก็ถูกโจมตีระหว่างทาง สุดท้ายภาพวาดตกอยู่ในมือกัวจยา
กล่าวอีกอย่างคือ หยางผิงเป็นศูนย์กลางแห่งความขัดแย้งทั้งหมดจริงๆ ทั้งๆ ที่หนุ่ม ผู้นี้ถูกสังหารในระหว่างเดินทาง แต่กลับดึงดูดความสนใจของขั้วอำนาจมากมาย
ก่อนหน้านี้ก็มีเติ้งจั่น และบัดนี้ก็มีจ้าวเยี่ยน
จากข้อมูลอันจ้าวเยี่ยนได้รับมาเป็นลำดับ คนหนุ่มธรรมดาๆ คนหนึ่งเหตุใดจึงสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้มากมายถึงขนาดนี้
ไม่เพียงแต่กัวจยาจะสนใจอย่างต่อเนื่อง
หากแม้กระทั่งถังจี และพลังอำนาจที่จ้าวเยี่ยนไม่รู้ว่าเป็นใคร และแอบแฝงเบื้องหลังยังร้อนใจอยากได้ภาพวาดที่เติ้งจั่นไปรวบรวมมาจากอำเภอเวินเซี่ยน
ความคิดของจ้าวเยี่ยนสับสนเป็นอย่างมาก
ทางหนึ่งก็สงสัยว่าคนที่แฝงตัวเข้าไปพร้อมกับถังจีในตำหนักบรรทมคืนนั้นหรือจะเป็นวิญญาณของหยางผิง ทางหนึ่งก็เริ่มตระหนักในความสำคัญของข้อมูลอันได้จาก ช่างทอผ้าสูงวัย
นั่นก็คือ ที่มาแห่ง “ภาพ” อีกภาพหนึ่งของ “หยางผิง”