คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
นิมิตหมายอันดี? ของคณะก้าวหน้า – ประเด็นการเมืองเปิดขึ้นใหม่สดๆ ร้อนๆ
กรณีที่ประชุม กกต.มีมติสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และน.ส.พรรณิการ์ วานิช ในนามคณะก้าวหน้า ช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ. และสมาชิก อบจ.
ว่าเข้าลักษณะเป็นพรรคการเมือง มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคคการเมืองมาตรา 111 หรือไม่
มาตรา 111 บัญญัติ ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปดําเนินกิจการเช่นเดียวกับพรรคการเมือง หรือผู้ใด ดําเนินการไม่ว่าด้วยวิธีใดให้เข้าใจว่าเป็นพรรคการเมืองโดยมิได้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง ต้อง ระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจํา ทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนดห้าปี
เรื่องนี้มีสารตั้งต้นจากนักร้องเจ้าเก่าขาประจำ นายศรีสุวรรณ จรรยา ที่ยื่นร้องต่อกกต.เมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา
ให้ดำเนินการไต่สวนและสอบสวนคณะผู้ก่อตั้งคณะก้าวหน้าทั้งหมด รวมทั้งผู้สมัคร นายก อบจ. และสมาชิก อบจ. ทั่วประเทศในนามคณะก้าวหน้า ว่าได้กระทำเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ป.มาตราดังกล่าวดังกล่าวหรือไม่
แม้ช่อ พรรณิการ์ จะยืนยันการหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น คณะก้าวหน้าทำ ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนใช้คดีความข่มขู่และปิดปาก
แต่ก็ถือเป็น ‘นิมิตหมายอันดี’ เพราะนั่นหมายความว่า รัฐบาลกำลังประเมินว่าคณะก้าวหน้ามีโอกาสสูงที่จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่น พร้อมกับยืนยันเรื่องนี้ไม่สามารถหยุดยั้งการหาเสียงใน 42 จังหวัดของคณะก้าวหน้าได้
ถึงกระนั้นก็ยังมีคนเป็นห่วงเป็นใย
ยิ่งเมื่อมองย้อนกลับไปถึงกรณี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดนสั่งเพิกถอนสมาชิกภาพการเป็นส.ส. จากปมถือหุ้นสื่อในบริษัทที่เลิกผลิตสื่อไปแล้วนานกว่า 2 ปี และกรณียุบพรรคอนาคตใหม่ ตัดสิทธิ์ 16 กรรมการบริหารพรรค จากเรื่องเงินกู้ยืมของพรรคที่ถูกตีความเป็นรายได้
ก็ยิ่งหวั่นเกรง ประวัติศาสตร์ อาจจะซ้ำรอยอีกครั้ง