โอรสสวรรค์ มิใช่ โอรสสวรรค์(67) – ในความมืด ในสภาวะที่นั่งไหล่ชนไหล่กันนั้น ซือหม่าอี้ส่งสัญญาณบอกจ้าวเยี่ยนว่าอย่าเพิ่งส่งเสียง แล้วเงี่ยหูฟังสรรพสำเนียงรอบหนึ่งจนแน่ใจว่าไม่มีคนแอบฟังแน่จึงเอ่ย
“เฉาซือคงมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร”
“เฉาเชารึ จะให้คนพรรค์นั้นรู้ได้อย่างไร” เดิมทีจ้าวเยี่ยนไม่ได้ชิงชังรังเกียจ ชิงชังอย่างเป็นพิเศษ ทว่า ตั้งแต่ต่งกุ้ยเหรินตายไปเขาก็กลายเป็นฝ่ายต่อต้านชิงชังโดยสมบูรณ์
ความชิงชังรังเกียจต่อคนแซ่เฉา ยามตกอยู่ในคุกมืดแห่งนี้ยิ่งไม่มีการปิดบัง
“ความจริงสิ่งที่ข้ารู้มีไม่มาก แต่บังเกิดความสงสัยขึ้นมาและสืบดูจึงรู้ว่าหยางผิงกับโอรสสวรรค์มีเรื่องขัดแย้งกัน” ซือหม่าอี้เดินเรื่องต่อหลังจากครุ่นคิดอยู่ ครู่หนึ่ง
ผลก็คือ จ้าวเยี่ยนมองซือหม่าอี้อย่างเคลือบแคลง
เห็นท่าทีอย่างนั้นซือหม่าอี้รีบหันหัวเรือออก เปลี่ยนคำพูดเป็น “เพียงแต่ข้าไม่เชื่อว่าเรื่องราวจะง่ายดายเช่นนี้ จึงสืบลึกลงไปอีกและถูกจับได้ สุดท้าย….”
ไม่พูดให้จบ แต่ตบขาข้างที่บาดเจ็บและทำหน้าเยาะหยันตัวเองออกมา
จ้าวเยี่ยนค่อยปรายตามองอย่างเห็นใจ ถอนหายใจยาวพร้อมกับกล่าว “ข้าก็เหมือนย่ำอยู่บนน้ำแข็งบางๆ เหมือนกัน เจ้าไม่เคยไปสวี่ตู ไม่เคยเห็นโอรสสวรรค์
ย่อมไม่รู้ว่าหายนะครั้งนี้จะใหญ่หลวงเพียงใด”
ต้องยอมรับว่าเดิมทีจ้าวเยี่ยนระแวงซือหม่าอี้ แต่บัดนี้คนผู้นี้ดูเหมือนจะมีปณิธานอย่างเดียวกับของตน ประกอบกับชะตากรรมของคนทั้ง 2 ในความรับรู้และเข้าใจของจ้าวเยี่ยน
ล้วนอยู่ในคุกมืด จึงอดไม่ได้ที่จะเอนเอียงและรู้สึกเข้าอกเข้าใจ
ซือหม่าอี้ยิ้มเย็น “ฮึ ข้าไม่เคยเห็นโอรสสวรรค์ แต่กลับเคยเห็นหยางผิง เขาหน้าตาเป็นอย่างนั้นจะไม่นำภัยมาสู่ตัวได้อย่างไร”
คำพูดนี้เป็นเหมือนแส้สายฟ้าที่หวดกระหน่ำเข้ามา
ส่งผลให้จ้าวเยี่ยนต้องสั่นสะท้านไปทั้งตัว จ้องซือหม่าอี้และพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันสั่นเทาว่า “เจ้า…เจ้าคาดเดาได้ออกแล้วหรือ”
ซือหม่าอี้ทำหน้าเคร่งเครียด ขยับศีรษะเล็กน้อย ดูไม่ออกว่าพยักหน้าหรือส่ายหน้า
นี่คือบุคลิกลักษณะอันกำกวมอย่างยิ่งของซือหม่าอี้ แม้จะเป็นการส่ายหน้าแต่กลับละม้ายเหมือนกับเป็นการพยักหน้า
จ้าวเยี่ยนพลันรู้สึกเหมือนได้ปลดภาระอันหนักอึ้ง
พรูลมหายใจยาว ยาวออกมา ที่ขอบตาเปียกชื้น ลุกขึ้นช้าๆ พยายามยืดเอวทอดตามองผ่านช่องหน้าต่างขนาดเล็กสำหรับระบายอากาศเหนือศีรษะ
แล้วพึมพำออกมาเหมือนพูดกับตัวเอง
“ข้าคิดว่านอกจากเส่าจวินแล้ว ไม่มีผู้ใดตระหนักถึงความผิดปกติของโอรสสวรรค์อีก ข้าคิดไม่ถึงว่าในห้องขังแห่งนี้จะมีผู้รู้ใจข้า”
นอกหน้าต่างเล็กบานนั้นมีแสงจันทร์อ่อนจางสาดส่องเข้ามา
ซือหม่าอี้อาศัยแสงจันทร์มองเห็นจ้าวเยี่ยนที่มีน้ำตารื้นนองหน้า นานมาแล้วที่จ้าวเยี่ยนต่อสู้อยู่ในสวี่ตูตามลำพัง ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครให้ปรับทุกข์ สะสมแรงกดดันไว้นับไม่ถ้วน
ได้แต่อาศัยคำสั่งเสียของต่งกุ่ยเหริน ฝืนประคองตัวเองไว้
ต้องยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างต่งกุ่ยเหรินกับจ้าวเยี่ยนเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเพราะทั้ง 2 เติบโตมาด้วยกันและผูกพันกันอย่างเป็นพิเศษ
หากต่งกุ่ยเหรินไม่เป็นสนมของโอรสสวรรค์
ความสัมพันธ์กับต่งกุ่ยเหรินกับจ้าวเยี่ยนต้องพัฒนาจากที่เป็นเพื่อนไปสู่การดื่มสุรามงคลอย่างแน่นอน เมื่อต่งกุ่ยเหรินต้องเสียชีวิตจากสถานการณ์ที่ต่งเฉิงเป็นกบฏ
และต่งกุ่ยเหรินชี้ถึงความสงสัยต่อ”โอรสสวรรค์”
พอเห็นภาพเหมือนของหยางผิงเบาะแสก่อนหน้านี้พลันผนวกเข้าด้วยกัน ข้อสรุปที่จ้าวเยี่ยนแทบไม่กล้าเชื่อแต่กลับอธิบายความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ทุกอย่าง
นั่นก็คือ “โอรสสวรรค์หาใช่โอรสสวรรค์อีกต่อไป”