กำหนด บาทก้าว ให้จ้าวเยี่ยน(69) – ในความเป็นจริง จ้าวเยี่ยนรู้ถึงรายละเอียดของเหตุการณ์เพลิงไหม้ตำหนักบรรทมและกบฏต่งเฉิงน้อยมาก นอกจากเดาได้ว่า จักรพรรดิถูกสลับตัว
ข้อมูลอย่างอื่นเขาบอกไม่ได้เลย
สมมติว่า คนระดับกัวจยา คนระดับหม่านฉง อยู่ที่นี่และได้ยินบทสรุปที่ว่าโอรสสวรรค์หาใช่โอรสสวรรค์ ย่อมสามารถสันนิษฐานความจริงกว่าครึ่งได้โดยพลัน
แม้จะรู้สึกเช่นนี้ ซือหม่าอี้เมื่อฟังจบแล้วก็ยังตื่นตระหนกในใจไม่น้อย
ต่อให้ซือหม่าอี้เฉลียวฉลาดสักเพียงใด ก็จินตนาการไม่ออกว่าหน้าตาของ หยางผิงจะเหมือนกับโอรสสวรรค์ทุกกระเบียดนิ้ว กระทั่งสามารถสวมรอยเป็นจักรพรรดิแทน
“มิน่าเล่า เจ้าถึงได้ต้องแกล้งตายกลางทาง ที่แท้ก็ทำเรื่องใหญ่ๆ ขนาดนี้อย่างเงียบๆ”
ซือหม่าอี้เลียริมฝีปาก ภายในใจบอกไม่ถูกว่าเป็นความโกรธแค้นหรือเป็นความยินดี มีความจำเป็นที่ซือหม่าอี้จะต้องรู้สึก 2 อย่างในคราวเดียวกัน
มูลเชื้ออย่างสำคัญย่อมมาจาก “หยางผิง”
นี่คือสิ่งที่ซือหม่าอี้ต้องรับผิดชอบมากยิ่งกว่าจ้าวเยี่ยน เนื่องจากหยางผิงเป็นคน ซึ่งหยางจวิ้นพาออกไปจากอำเภอเวินเซิ่ยนด้วยตัวเอง พูดอีกอย่างก็คือเรื่องนี้หยางจวิ้นย่อมเป็นคนหนึ่งในกลุ่มผู้วางแผน
แต่ก็ไม่น่าจะเป็นบุคคล ซึ่งสำคัญที่สุด
ในสวี่ตูต้องมีขั้วอำนาจที่แข็งแกร่งอีกขั้วหนึ่งคอยควบคุม กำกับและบงการเรื่องนี้อย่างใจกล้าบ้าบิ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคานอำนาจกับเฉาเชา
คำถามไม่เพียงอยู่ที่ว่าเหตุใดหยางผิงจึงหน้าตาเหมือนกันทุกประการ
คำถามอันแหลมคมมากยิ่งกว่านั้นก็คือ ในเมื่อหยางผิงไปสวมบทในสถานะอันเป็นโอรสสวรรค์แทนหลิวเสีย
แล้วหลิวเสียคนเดิมหายไปไหน
ผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังเป็นใครกันแน่ เรื่องพวกนี้ซือหม่าอี้ไม่รู้ แต่ตระหนักดีว่าบุคคลซึ่งอยู่ตรงหน้ากุมความเป็นความตายของหยางผิง
แค่กลับสวี่ตูแล้วไปโพนทะนาหยางผิงก็จะต้องเคราะห์หามยามร้าย อย่างสาหัส
บุคคลที่อันตรายเช่นนี้ฆ่าไม่ได้ ขณะเดียวกันจะปล่อยให้ลอยนวลไปก็ไม่ได้ คำถามก็คือจะทำอย่างไรจึงจะปัดภัยออกจากหยางผิง ปัดภัยออกจากตระกูลซือหม่า
เมื่อคิดมาถึงตอนนี้ซือหม่าอี้ก็เหลือบมองจ้าวเยี่ยน
อีกฝ่ายยังคงจมจ่อมอยู่กับการย้อนคิดอย่างถวิลหาอาวรณ์ถึงต่งกุ้ยเหริน จากบทสนทนา จากการพร่ำเพ้อรำพัน ซือหม่าอี้แน่ใจว่าจ้าวเยี่ยนเป็นคนปักใจกับความรัก
คนเช่นนี้อารมณ์ย่อมหวั่นไหว วูบวาบ
จ้าวเยี่ยนไม่ได้เป็นฝ่ายเดียวกับเฉาเชาอย่างแน่นอน ทั้งยังไม่ใช่ฝ่ายเดียวที่แนบแน่นอยู่กับฝ่ายราชวงศ์ฮั่น
และต่อสู้ตามลำพังมาโดยตลอด
ข้อสังเกตอันนำมาสู่บทสรุปเช่นนี้มีความสำคัญต่อการลงมือและกำหนดกลยุทธ์ต่อจากนี้มาก ดังนั้น ซือหม่าอี้จึงเสนออย่างขึงขัง น้ำเสียงจริงจังอย่างยิ่งยวด
“เจ้าต้องกลับไปสวี่ตู”
ทั้งๆ ที่ซือหม่าอี้เคยวิตกว่าหากปล่อยให้จ้าวเยี่ยนกลับสวี่ตูน่าจะเป็นภัยมากกว่าเป็นผลดี ไม่ว่าจะต่อสกุลซือหม่าในอำเภอเวินเซี่ยน
ไม่ว่าจะต่อหยางผิงซึ่งเล่นบทเป็นโอรสสวรรค์
แล้วเหตุใดซือหม่าอี้จึงเสนอแนวทางกลับสวี่ตูให้จ้าวเยี่ยนพิจารณา แนวทางเช่นนี้ไม่เท่ากับเป็นการปล่อยเสือให้เข้าป่า
สร้างความเสียหายในภายหลังหรอกละหรือ
ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ข้อเสนอนี้ดำเนินไปหลังจากรีดข้อมูลจากจ้าวเยี่ยนอย่างละเอียดลออ และรับรู้ธรรมชาติอันเป็นจิตเดิมแท้ของจ้าวเยี่ยนว่าเป็นอย่างไร
ทุกอย่างล้วนดำเนินไปตามจังหวะก้าวอันซือหม่าอี้กำหนดไว้แล้ว