ยูเอ็นแค่ลดระดับควบคุม‘กัญชา’ – นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงกรณีการรายงานข่าวสหประชาชาติ (UN) ปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชีสารเสพติดร้ายแรง ว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เสนอปรับเปลี่ยนการควบคุมกัญชาและสารที่เกี่ยวข้องกับกัญชาจำนวน 6 ประเด็น ซึ่งการประชุมคณะกรรมาธิการยาเสพติดแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาทั้ง 6 ประเด็น และมีมติเห็นชอบ 1 ประเด็น คือ การถอดกัญชา ซึ่งหมายถึงช่อดอก และยางกัญชา ออกจากรายชื่อสารควบคุมในระดับสูงสุดของอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ.1961 แต่ยังให้คงอยู่ในรายชื่อสารควบคุมที่อนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์ ของอนุสัญญาฯ ด้วยคะแนนจำนวน 27 เสียง เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี อินเดีย และไทย เป็นต้น จากประเทศสมาชิกทั้งหมด 53 ประเทศ ส่วนข้อเสนออีก 5 ประเด็นยังไม่ผ่านความเห็นชอบ
“เดิมกัญชาและยางกัญชาถูกควบคุมในระดับสูงสุดของ อนุสัญญาฯ ซึ่งมีข้อจำกัดการใช้ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยอย่างมาก ดังนั้น การลดระดับการควบคุมกัญชาและยางกัญชาในครั้งนี้ จะเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้มากขึ้น แต่การผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก และครอบครองกัญชายังคงต้องมีใบอนุญาตและใช้ตามคำสั่งแพทย์ ไม่ใช่การถอดกัญชาออกจากอนุสัญญาฯ แต่อย่างใด และไม่มีผลต่อการควบคุมกัญชาของไทย เนื่องจากกฎหมายไทยอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ โดยให้แพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้านเป็นผู้สั่งจ่ายอยู่แล้ว” นพ.ไพศาลกล่าว
ภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ประเทศไทยโหวตเห็นด้วยกับข้อเสนอในการควบคุมที่เกี่ยวข้องกับกัญชาทั้ง 5 ประเด็นที่เหลือ รวมถึงข้อเสนอให้ถอดผลิตภัณฑ์ที่มีสารแคนนาบิไดออล (CBD) เป็นส่วนประกอบหลักและมีสารเตตราไฮโดรแคน-นาบินอล (THC) ไม่เกินร้อยละ 0.2 ออกจากการควบคุมตามอนุสัญญาฯ ด้วย แม้ว่าประเด็นที่เหลือจะยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม แต่ปัจจุบันกฎหมายของไทยยกเว้นให้ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร CBD เป็นส่วนประกอบ และมีสาร THC ไม่เกินร้อยละ 0.2 ไม่เป็น ยาเสพติดให้โทษอยู่แล้ว