คดีวันเฉลิม – วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่เชื่อมโยงกับการชุมนุมของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีข้อเรียกร้อง 3 ข้อทางการเมือง นับจากหายตัวไปครบ 6 เดือนแล้ว
ข้อเรียกร้องหนึ่งคือเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาลต้องหยุดคุกคามประชาชน
แม้ว่ารัฐบาลอาจไม่เกี่ยวข้องกับการสูญหายของวันเฉลิม วันที่ 4 มิถุนายน 2563 แต่การที่ วันเฉลิมต้องออกจากประเทศไทยไปอยู่กัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้าน เกี่ยวโยงกับการที่ถูกออกหมายจับคดีฝ่าฝืนคำสั่งเรียกรายงานตัวของคสช. เมื่อปี 2557 และถูกหมายจับคดีผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เมื่อปี 2561 กรณีวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล
กระทั่งไปประสบชะตากรรมที่น่าสงสัยเคลือบแคลงในกรุงพนมเปญ
สิ่งที่ สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาววันเฉลิมยื่นต่อศาลแขวงพนมเปญไปแล้วเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ประกอบด้วย พยานบุคคล ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ เพื่อทำให้ศาลเชื่อว่าวันเฉลิม ถูกลักพาตัวไปจากหน้าที่พักในกรุงพนมเปญ
จากนั้นผู้พิพากษาจะนำข้อมูลประกอบสำนวนส่งพนักงานอัยการพิจารณาว่าจะส่งฟ้องเป็น คดีอาญาหรือไม่
คดีนี้องค์กรสิทธิมนุษยชนสากลต่างให้ความสำคัญและเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาสอบสวนคดีโดยสุจริตให้เป็นที่ประจักษ์
ว่าได้ทำตามมาตรฐานการสอบสวนตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (CED) ที่กัมพูชาเป็นภาคีหรือไม่
สําหรับรัฐบาลไทย สิ่งที่สำคัญที่ควรทำคือยุติบรรยากาศเผชิญหน้า ลักษณะเดียวกับที่คสช.และรัฐบาลช่วงรัฐประหารเคยใช้
โดยเฉพาะเมื่อคดีวันเฉลิมเป็นประเด็นสำคัญหนึ่งในการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเยาวชน ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลก และได้รับความสนใจจาก นานาประเทศ
สื่อชาติตะวันตกทยอยนำเสนอเรื่องราวการต่อสู้ของพี่สาวของวันเฉลิม ทั้งในไทยและกัมพูชา เพื่อให้ได้คำตอบถึงชะตากรรมของน้อง แม้ว่าเป็นกระบวนการที่ยากยิ่ง
วันเฉลิมยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และใครเป็นคนอุ้มไประหว่างที่พูดคุยกับพี่ทางโทรศัพท์ด้วยประโยคทิ้งท้ายว่า “หายใจไม่ออก” ตอกย้ำถึงการคุกคาม และยุทธวิธีที่ไม่ปกติ
การหายตัวไปของวันเฉลิมจึงกลายเป็นประเด็นสากลที่จะไม่หายไป