‘รอสซี’จากผู้ร้ายสู่ฮีโร่อิตาลี – ในปี 2020 ที่กำลังนับถอยหลังถึงวันสิ้นสุดนี้ เรียกได้ว่าเป็นปีที่ใจร้ายกับวงการกีฬาพอสมควร หลังจากที่โลกใบนี้ต้อง สูญเสียตำนานนักกีฬาชื่อดังระดับโลกไปมากมาย

เฉพาะเดือนธันวาคมนี้ คอลูกหนังต้องเผชิญข่าวสุดช็อกไปแล้วว่า ดิเอโก มาราโดนา สุดยอดนักฟุตบอลตลอดกาลของอาร์เจนตินาได้สิ้นลมเนื่องจากหัวใจวายเฉียบพลัน

หลังจากโลกเพิ่งอาลัยมาราโดนายังไม่ทันหายเศร้า ล่าสุดโชคชะตายังพรากลมหายใจตำนานลูกหนังอีกรายอย่าง เปาโล รอสซี อดีตดาวยิงทีมชาติอิตาลี ด้วยวัยเพียง 64 ปี สาเหตุจากโรคมะเร็งปอด

น่าเสียดายที่แฟนบอลรุ่นใหม่หลายคนอาจจะไม่ค่อยเข้าถึงความยิ่งใหญ่ของรอสซี เนื่องจากหลายคนเกิดไม่ทันตอนที่เจ้าตัวยังเล่นฟุตบอลอาชีพอยู่

รอสซีเริ่มต้นเส้นทางอาชีพค้าแข้งกับ “ม้าลาย” ยูเวนตุส ในปี 1973 แต่ไม่ได้มีบทบาทอะไร เคยถูกปล่อยให้ทีมเล็กๆ อย่างโคโมยืมตัวไปใช้งาน ก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอีก

ปัญหาของรอสซีอยู่ที่ร่างกายซึ่งค่อนข้างเล็ก แถมยังมีอาการบาดเจ็บรังควาน ตอนนั้นเจ้าตัวกลายเป็นผู้เล่นตำแหน่งปีกที่ไม่มีคนสนใจนัก

กระทั่งจุดเปลี่ยนเส้นทางอาชีพเกิดขึ้นเมื่อปี 1976 รอสซีได้ย้ายสู่วิเชนซา แล้วกุนซืออย่างโจวาน ฟับบรี โยก เจ้าตัวไปเล่นศูนย์หน้า

รอสซีพังประตูให้วิเชนซาอย่างถล่มทลาย จนช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นขึ้นสู่เซเรีย อา กระทั่งทีมชาติอิตาลีเห็นฟอร์มแล้วยังต้องเรียกไปติดธง

ปี 1979 รอสซีย้ายซบเปรูจาด้วยสัญญายืมตัว แต่ชีวิตที่กำลังไปได้สวยก็ต้องมาพบกับเรื่องไม่คาดฝัน หลังเจ้าถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับการล้มบอลและล็อกผล ในคดีที่ถูกเรียกว่า “โตโตเนโร” และแข้งรายนี้ถูกตัดสินว่าผิดจริง รับโทษแบนไป 3 ปี

นอกจากจะต้องชวดติดทีมชาติอิตาลีชุดลุยศึกยูโร 1980 รอสซียังต้องเผชิญจากแรงกดดันจากสังคม โดยเจ้าตัวยืนยันหนักแน่นมาตลอดว่าเป็น ผู้บริสุทธิ์

โทษแบนของรอสซีได้รับการลดเหลือ 2 ปี และเจ้าตัวย้ายกลับยูเวนตุสอีกครั้ง แม้ผลงานตอนคืนสู่สนามจะไม่ได้โดดเด่นมาก แต่กุนซือทีมชาติอิตาลีตอนนั้นอย่าง เอ็นโซ แบร์ซอต ก็ยังตัดสินใจเดิมพันเรียกแข้งรายนี้ลุยศึกฟุตบอลโลก 1982 หลังจากทีมมีปัญหาในแนวรุกอย่างรุนแรง

แม้รอบแรกอิตาลีจะผ่านมาได้แบบกระท่อนกระแท่น ไม่ชนะใครเลย แต่รอบสองที่อยู่กลุ่มเดียวกับยักษ์ใหญ่อย่างบราซิลและอาร์เจนตินา “อัซซูรี” กลับเก็บชัยได้ทั้งหมด โดยรอสซีทำแฮตทริกให้ทีมชนะบราซิล 3-2

จากนั้นรอบรองชนะเลิศ รอสซีทำ 2 ประตู ช่วยทีมชนะโปแลนด์ 2-0 และรอบชิงชนะเลิศกด 1 ประตู พาทีมชนะเยอรมันตะวันตก 3-1 คว้าแชมป์โลกอย่างยิ่งใหญ่ รวมแล้วรอสซีซัด 6 ประตู คว้าดาวซัลโวทัวร์นาเมนต์ และนักเตะยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน

จุดขายของรอสซีนั้นอยู่ที่สัญชาตญาณดาวยิง ไม่จำเป็นต้องสวยงามแต่บันดาลสกอร์ได้ พร้อมพุ่งใส่ลูกบอลแบบไม่กลัวเกรง การเล่นของเจ้าตัวยังสะท้อนถึงตัวตนนอกสนามที่ว่าไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ ดังที่เคยเผชิญช่วงชีวิตที่ดิ่งเหว แต่กลับมาผงาดถึงขั้นเป็นฮีโร่แชมป์โลก

เพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะทำให้ชื่อของรอสซีตราตรึงอยู่ในใจแฟนบอลยุคนั้น และกลายเป็นอีกบทตำนานของโลกอย่างปราศจากข้อเคลือบแคลงใดๆ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน