รู้วิธี‘CPR’-เบื้องต้น ช่วยลดการเสียชีวิตได้ – ปัจจุบันมีข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันเพิ่มมากขึ้นทุกๆ วัน ทั้งในผู้ที่มีสุขภาพดี แข็งแรง รวมถึงในนักกีฬา ซึ่งการเสียชีวิตอย่างกะทันหันนั้นส่วนมากเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ที่พบมากขึ้นก็เพราะในยุคสมัยนี้มีปัจจัยเสี่ยงที่มากขึ้น ทั้งฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป การกินอาหาร และการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันสูง ต่างเพิ่มโอกาสที่จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

นพ.วิสุทธิ์ เกตุแก้ว อายุรแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า มีคำแนะนำในการช่วยชีวิตเบื้องต้น ในกรณีที่พบผู้หมดสติอย่างกะทันหัน โดยให้คิดถึงภาวะหัวใจวาย และเป้าหมายสำคัญคือควรได้รับการปั๊มหัวใจช่วยชีวิต (CPR) และควรได้รับการช็อกไฟฟ้าด้วยเครื่อง AED (Automated External Defibrillator) โดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตจากภาวะนี้

สำหรับขั้นตอนในการทำ CPR เบื้องต้นมีหลักการดังนี้
อันดับแรกให้เราประเมินสถานการณ์ก่อน ว่าเรามีความพร้อมที่จะเข้าไป ช่วย และมีความปลอดภัยในการเข้าไปช่วยหรือไม่ เช่น ถ้าคนไข้ถูกไฟชอร์ต ก็ต้องตัดไฟก่อนเข้าช่วยเหลือ (scene safety)
ให้เราประเมินว่าคนไข้หมดสติไปจริงหรือไม่ โดยปลุกเรียกผู้ป่วยด้วยเสียงที่ดัง และตบไหล่ทั้งสองข้าง เพื่อประเมินการตอบสนองของผู้ป่วย หากพบว่าไม่รู้สึกตัว ให้รีบโทร.ขอความช่วยเหลือที่สายด่วน 1669 พร้อมร้องขอเครื่อง AED ที่อยู่ใกล้ที่สุด ให้มาที่จุดเกิดเหตุทันที (call for help)

ช่วยเหลือฟื้นคืนชีพ ด้วยการกดหน้าอก จัดท่าให้ ผู้ป่วยนอนหงาย วางส้นมือข้างหนึ่งตรงครึ่งล่างของกึ่งกลางกระดูกหน้าอก และวางมืออีกข้างทับประสานกันไว้ เริ่มการกดหน้าอก ด้วยความลึก 5-6 เซนติเมตร ในอัตราเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที โดยไม่จำเป็นต้องช่วยหายใจ (start hand-only CPR)
เมื่อเครื่อง AED มาถึง ให้เปิดเครื่อง และทำตามที่เครื่อง AED แนะนำ ซึ่งจะมีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้
1.เปิดเครื่อง
2.แปะแผ่นนำไฟฟ้าบนหน้าอกผู้ป่วย
3.เครื่องวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ขั้นตอนนี้ห้ามสัมผัสตัวผู้ป่วย)
4.เมื่อเครื่องแนะนำให้ทำการช็อก ให้กดปุ่มช็อก (ขั้นตอนนี้ห้ามสัมผัสตัวผู้ป่วย)
5.หลักจากเครื่องช็อกเสร็จให้เริ่มกดหน้าอกต่อทันที

และ 6.เมื่อครบสองนาที เครื่องจะสั่งให้หยุด CPR และจะวนไปขั้นตอนที่ 3 ต่อ
ให้ปฏิบัติตามที่เครื่อง AED แนะนำ จนกว่าทีม กู้ชีพ จะมาถึง และส่งต่อผู้ป่วยให้กับทีมกู้ชีพเพื่อนำส่งโรงพยาบาล เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยฉุกเฉินมีโอกาสรอด และปลอดภัย
ในกรณีที่ไม่มี AED ให้กดหน้าอกอย่างเดียวไปเรื่อยๆ จนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง
ผู้ช่วยเหลือจะหยุดกดหน้าอกได้ก็ต่อเมื่อ
1.ผู้ป่วยเริ่มขยับตัว
2.ทีมกู้ชีพมาถึง
3.AED แจ้งว่าไม่ให้สัมผัสผู้ป่วย

นพ.วิสุทธิ์กล่าวอีกว่า ในกรณีที่เป็นเด็ก การทำ CPR คล้ายกับผู้ใหญ่ แต่ของเด็กจะเน้นเรื่องทางเดินหายใจเป็นหลัก เพราะส่วนใหญ่การเสียชีวิตในเด็กจะมาจากทางเดินหายใจอุดตัน เช่น การกินอาหารติดคอ หรือมีสิ่งแปลกปลอมอุดหลอดลม ซึ่งการช่วยชีวิตในขั้นตอนแรกให้ดูว่ามีอะไรอุดในลำคอ หรือในปากหรือไม่ ถ้าเห็นสิ่งแปลกปลอมที่เอาออกได้ให้เอาออก แต่ถ้าไม่เห็นหรือไม่มั่นใจ ห้ามเอานิ้วล้วงเข้าไปในปากเด็กเพราะอาจจะทำให้สิ่งแปลกปลอมนั้นเข้าไปลึกขึ้น

ในกรณีที่เด็กอายุยังไม่ถึง 1 ขวบ ขั้นตอนแรกให้จับเด็กคว่ำหน้า ให้ศีรษะต่ำแล้วตบที่ระหว่างกระดูกสะบักด้านหลัง 5 ครั้ง เพื่อให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออกมา หรือถ้าเด็กที่มีอายุเยอะหน่อยก็ใช้วิธีการกดที่บริเวณท้อง โดยการเข้าทางด้านหลัง ใช้แขนสอดข้างลำตัวเด็ก วางมือที่ใต้ลิ้นปี่ และออกแรงดึงมือเข้ามาที่ลิ้นปี่ อย่างรวดเร็ว ถ้าหากระหว่างที่ช่วยเหลือ พบว่าเด็กหมดสติและไม่หายใจ ให้เริ่มทำ CPR ทันที
“อย่าใช้นิ้วล้วงเข้าปากเด็ก เพราะอาจจะทำให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไปลึกขึ้น” นพ.วิสุทธิ์กล่าวย้ำ

นพ.วิสุทธิ์กล่าวด้วยว่า สามารถชมวิธีการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน CPR ได้ทาง www.facebook.com/PR9Cardio สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โทร. 1270 หรือไลน์ : https://lin.ee/ vR9xrQs และสามารถติดตามข้อมูลความรู้ และการรักษาต่างๆ ได้ที่ Website : www.praram9.com หรือ @praram9hospital