ลูกหนังไทยบนวิกฤตการณ์โลก – ปีพุทธศักราช 2563 นับเป็นปีที่ทุกประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นภาคส่วนใดล้วนโดนหางเลขกันไปเป็นแถบๆ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะได้รับความบอบช้ำเท่าไหร่
วงการลูกหนังเมืองไทยโดนทีเด็ดของโรคร้ายเล่นงานแบบเต็มๆ เพราะเปิดหัวฟุตบอลลีกสูงสุดมาได้เพียง 4 นัด ทุกอย่างต้องหยุดนิ่ง เมื่อรัฐบาลได้ออกมาตรการระยะเร่งด่วน โดยให้ส่วนราชการ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ให้หลีกเลี่ยง หรือเลื่อนการจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวของประชาชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันกีฬา, คอนเสิร์ต หรือการจัดมหรสพ

ผลพวงการเลื่อนแข่งดังกล่าวกระทบฟุตบอลไทยอย่างหนัก จากเดิมที่กำหนด ปิดฤดูกาล 2020 ช่วงปลายเดือนพ.ย. ทุกอย่างเปลี่ยนใหม่หมด โดยที่ประชุมสโมสรสมาชิกเห็นควรว่าให้เริ่มกลับมาเตะนัดที่ 5 อีกครั้งในช่วงปลายเดือนต.ค. พร้อมทั้งยืดเวลาการเปิดฤดูกาลจากเดิมปลายปีให้กลายเป็นฟุตบอลลีกอาชีพที่เตะแบบข้ามปี เหมือนหลายๆ ลีกดังในยุโรป ซึ่งที่ประชุมให้เหตุผลหลักคือหลีกเลี่ยงหน้าฝนไปในตัว
การตัดสินใจเลื่อนดังกล่าวเจ้าของลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดอย่าง ทรูวิชั่นส์ ย่อมไม่เห็นด้วย เนื่องจากปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายที่ทรู จะได้สิทธิ์ถ่ายทอดสด และได้วางผังการถ่ายทอดสดรายการอื่นๆ ในปีหน้าไว้แล้ว ดังนั้นต้องการให้จบตามโปรแกรมเดิม เมื่อไม่เป็นไปตามโปรแกรมที่วางไว้ ทรูจึงให้ข้ออ้างว่าสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ผิดสัญญา จึงไม่จ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่เหลือ 800 ล้านบาท

เมื่อไม่มีเงินสมาคมลูกหนังย่อมขาดสภาพคล่องลุกลามไปถึงการจ่ายเงินสนับสนุนสโมสรสมาชิก โดยลีกสูงสุดได้ถึงทีมละ 20 ล้านบาท แต่ปีนี้จึงไม่มีทางที่จะได้เงินตรงส่วนนี้ไปบริหารทีมเพราะสมาคมบอลไม่มีเงิน บรรดาทีมใหญ่เงินถุง เงินถัง ย่อมไม่ยี่หระ แต่กับทีมเล็กๆ ในระดับไทยลีก 2 หรือไทยลีก 3 การหายไปของเม็ดตรงนี้ส่งผล กระทบอย่างหนัก แม้จะเป็นเพียงไม่กี่ล้านบาท แต่สำคัญต่อการอยู่รอดของทีมอย่างยิ่ง

ผลกระทบจากการขาดเงินของสมาคม ลูกหนังยังส่งผลถึงการตัดสินใจจะไม่ใช้เทคโนโลยีวิดีโอช่วยตัดสิน (วีเออาร์) ที่ประกาศว่าจะใช้ปีนี้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากค่าใช้ในการใช้วีเออาร์แต่ละนัดสูงถึงแมตช์ละ 82,000 บาท การตัดสินใจไม่ใช้ วีเออาร์สร้างความไม่พอใจให้กับสโมรสมาชิก อย่างมาก เพราะที่ผ่านมาทุกสโมสรไม่เคยไว้ใจในการตัดสินของกรรมการฟุตบอลไทย ดังนั้นจึงร่วมล่ารายชื่อเรียกร้องให้ใช้วีเออาร์ ต่อไปแม้ว่าสโมสรอาจจะต้องจ่ายเงินเอง

เรื่องวีเออาร์ลุกลามใหญ่โตถึงขั้น “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสรการท่าเรือ เอฟซี ถึงขนาดควักเงินของเมืองไทยประกันภัย จำนวน 16 ล้านบาท เพื่อใช้กับวีเออาร์ เดือดร้อน “บิ๊กอ๊อด”พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกลูกหนังไทยต้องออกมาประกาศยืนยันกลับมาใช้วีเออาร์ทุกนัดบนลีกสูงสุด โดยสมาคมจะเป็นผู้จัดหาเงินเอง ส่วน 16 ล้านของเมืองไทยประกันภัย จะนำไปใช้บริหารกับฟุตบอลหญิงทีมชาติ ขณะที่วีเออาร์แม้ว่าจะใช้ในไทยลีกจริง ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่น เพราะมีการเสียอยู่บ่อยครั้ง ขณะที่ผู้ตัดสินเมื่อวีเออาร์เสียกลับไม่กล้าที่จะตัดสินใจอะไรในสนามจนโดนสโมสรสมาชิกร้องเรียนอยู่บ่อยครั้ง

อีกเหตุการณ์ที่ถือว่าน่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากอย่างหนึ่งและเชื่อว่าแฟนบอลไทยจะจดจำเหตุการณ์นั้นได้อย่างดีนั่นคือการที่หม้อแปลงไฟฟ้าแพท สเตเดียม ระเบิดไฟดับไม่สามารถแข่งขันได้ ครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงท้ายเกมแมตช์การท่าเรือเสมออยู่กับ โปลิศ เทโร ไฟฟ้าดับไปร่วมชั่วโมง สุดท้ายการท่าเรือโดนปรับแพ้ 0-2 ปรับเงินอีกร่วมแสน ครั้งที่เกิดขึ้นกับเกมในบ้านนัดต่อไปของสิงห์เจ้าท่าทันที นั่นคือเกมที่จะลงเล่นกับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ปรากฏว่าเกิดเรื่องแบบเดียวกันเมื่อหม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดก่อนการแข่งขันราว 30 นาที ครั้งนี้ต้องยกเลิกการแข่งขัน โดยการท่าเรือถูกตัดสิน ว่าผิดและปรับแพ้ 0-2 ยังดีที่สามารถยื่นอุทธรณ์ผ่านได้ แข่งใหม่ ก่อนจะเปิดรังทุบกิเลนผยอง 2-0

สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกจะยังวิกฤต ขณะที่ประเทศไทยทำท่าว่าจะไม่มีปัญหาอะไรกลับพบการระบาดรอบสอง มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากแถมยังกระจาย ไปแทบทุกภูมิภาค จำเป็นต้องมีมาตรการรองรับอย่าง เข้มข้น แม้ตอนนี้จะยังไม่กระทบกับฟุตบอลไทย มากนัก เพราะยังเปิดให้แฟนบอลเข้าชมเกมได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของความจุสนาม แต่ถึงตอนนี้ยังเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ไม่รู้ว่ารัฐบาลสุดท้ายจะมีมาตรการออกมาเป็นรูปแบบไหน ได้แต่หวังว่าฟุตบอลไทยกับวิกฤตครั้งนี้จะผ่านไปด้วยดี