ปีใหม่นี้ รู้ธรรมนี่นิด จะสุขไม่น้อย
ปีเก่าไป บอก “กู๊ดบาย” แก่ตัณหา
ปีใหม่มา ให้ฉันทะพาเดินหน้าไปทันที
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) – ตอนขึ้นปีใหม่นี้ คนส่งปีเก่า รับปีใหม่กันเป็นการใหญ่ มีงาน มีการแสดง มีกิจกรรมสนุกสนานบันเทิง คนออกเที่ยวกันไปทั่ว
คนที่ไปเที่ยวงาน ดูการแสดง ทำกิจกรรมทั้งหลายแล้ว บอกว่าเขามีความสุข นั่นก็เพราะเขาชอบ เขาต้องการ พูดสั้นๆ ว่าอยากนั่นเอง เขามีความอยากมีความปรารถนา แล้วการไปเที่ยว ไปดู ไปทำกิจกรรมนั้น
เป็นการสนองความอยาก ทำให้เขาสมอยากสมปรารถนา เขาจึงมีความสุข
ทีนี้ก็มาถึงจุดสำคัญที่จะต้องแยกให้ได้ว่า ความอยาก ความปรารถนานั้น มี 2 อย่าง หรือ 2 ชนิด
อย่างที่ 1 คือ ความอยากความปรารถนาให้ตัวได้ ให้ตัวเสพอยากบำรุงบำเรอตัว อยากให้ตัวใหญ่ ให้ตัวโต ให้ตัวโก้ ตัวเด่น ความอยากชนิดนี้ คือที่เรียกว่า “ตัณหา”
อย่างที่ 2 คือ ความอยากความปรารถนาให้คน ให้สัตว์ ให้สิ่งนั้นๆ อยู่ในภาวะที่ดี ที่งาม ที่เลิศล้ำสมบูรณ์ มีความสุข แล้วก็อยากทำให้มันดีมันงามให้เขามีความสุขอย่างนั้น ถ้าอะไรยังไม่ดีไม่งาม ก็อยากแก้ไขให้หายบกพร่องให้หมดปัญหา เช่น อยากทำให้บริเวณบ้านหายรกรุงรัง อยากทำให้บ้านสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย อยากทำให้คนหายเจ็บป่วย อยากทำให้คนมีสุขภาพดีมีความสุข ฯลฯ ความอยากชนิดนี้เรียกว่า “ฉันทะ”

ความอยากอย่างแรก ที่เรียกว่าตัณหานั้น สังเกตไม่ยาก คือ เป็นความอยากความปรารถนาที่มุ่งมาเพื่อตัว ดังที่มีชื่อเรียกอย่างหนึ่งว่า “มมังการ” (ตัณหาตัวสร้าง “ของกู” “เพื่อกู” ขึ้นมา) เช่นจะขึ้นปีใหม่ ก็ทำกิจกรรมตั้งวงสุรา ตั้งวงพนัน และสนุกสนานต่างๆ ที่จะให้ตัวได้เสพ ได้บำรุงบำเรอตัว หรือไม่ก็ให้ตัวได้เห็นเขาเจ็บเขาตาย เช่นเอาสัตว์มาทำร้าย เป็นความอยากความปรารถนาที่เป็นอกุศล
ส่วนความอยากอย่างที่ 2 คือฉันทะ ก็สังเกตไม่ยาก คือเป็นความอยากความปรารถนาเพื่อภาวะที่ดีงาม เพื่อความเป็นสุขมั่นคง สมบูรณ์ ของคน ของสัตว์ ของสิ่งนั้นๆ ของงานนั้นๆ เอง แล้วก็อยากทำให้เขาให้มันดีงาม เลิศล้ำ เต็มอิ่ม สมบูรณ์ อย่างนั้นๆ
ฉันทะนี้สำคัญนัก คนไทยลืมกันไปแทบหมดสิ้น จำกันได้แต่ตัณหา ก็เลยนัวเนียนุงนังอยู่กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ข้องจิตติดใจอยู่กับเรื่องที่จะเลิกจะละ แต่เรื่องที่จะทำ ที่จะเดินหน้า ที่จะต้องเอาจริง ไม่ค่อยคิดไม่ค่อยนึก ไม่รู้จักความอยากที่เป็นกุศล
ฉันทะนี้สำคัญนัก มันเป็นตัวเริ่มต้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ธรรมทั้งปวง มีฉันทะเป็นมูล” คือ ฉันทะ ความอยากอันนี้ เป็นต้นทาง เป็นที่ตั้งต้น เป็นจุดเริ่มของกุศลธรรมความดีงาม ทั้งปวง ธรรมที่พูดกันมาแล้วมากมาย ว่าดีอย่างนั้นๆ ก็ดีจริงๆ แต่ถ้าคนไม่มีฉันทะ ธรรมที่ว่าดีๆ ทั้งหลาย ก็ดีอยู่อย่างนั้น นิ่งเงียบ ไม่ค่อยโผล่ออกมาแสดงตัวสักที
เด็กที่อยากเรียนอยากรู้ คือมีฉันทะ พอใครบอกว่าหนังสือเล่มนี้ดี ก็สนใจทันที พอได้อ่านสมใจ ก็มีความสุข แต่เด็กที่ไม่มีฉันทะ ไม่สนใจ บางทีหนีเลย เด็กที่อยากให้พื้นบ้านสะอาด คือมีฉันทะขมีขมันไปหยิบไม้กวาดไปหาผ้ามากวาดมาเช็ดถูเอง และทำอย่างมีความสุข แต่เด็กที่ไม่มีฉันทะ (มีตัณหา อยากให้ตัวไม่ต้องเหนื่อย ที่เรียกว่าขี้เกียจ การกวาดเป็นความทุกข์) ถ้าบอกว่าจะให้รางวัล จึงยอมฝืนตัณหาที่จะนอน ลุกไปกวาดไปเช็ดถูด้วยตัณหาที่จะเอารางวัล
ถ้ามีเมตตา อยากให้เด็กๆ อยากให้ลูกหลานเป็นคนดี มีความเจริญงอกงาม ก็ต้องเอาใจใส่พยายามปลุกและปลูกให้เขามีฉันทะ เช่น ชี้ให้เด็กดูต้นไม้ ก็พูดคุยกับเขาว่าหนูเห็นต้นไม้ต้นนี้ดอกสวย ใบเขียวสด ไม่เหี่ยวแห้ง ดีใช่ไหม? เดินผ่านสนามหญ้าที่สดเขียวเรียบสะอาด ก็พูดชวนให้เขาชื่นชมความสะอาดเรียบร้อย พบเห็นอะไรมีเรื่องเก่า ก็เล่าเรื่องราวความเป็นมาให้เขาฟัง เร้าความอยากรู้ใฝ่เรียน ฯลฯ แค่อย่างนี้ ไม่นานนัก ฉันทะก็จะค่อยๆ มาจ่ออยู่กับใจของเขา และตัณหาก็จะถอย ค่อยๆ ห่างออกไปเอง

เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คนไทยรู้จักดี พูดกันบ่อย ท่านให้รู้หลักว่า ฉันทะนี่แหละเป็นต้นทางที่ออกมาแสดงตัวเป็นธรรมเหล่านี้ เรามาดู ฉันทะ ออกมาแสดงต่อคน เป็น 4 ด้าน คือ
1.ฉันทะ ปรารถนาดี อยากให้-อยากทำให้เขาได้ประโยชน์มีสุข เป็นเมตตา
2.ฉันทะ ปรารถนาดี อยากให้-อยากทำให้เขารอดพ้นทุกข์ภัย เป็นกรุณา
3.ฉันทะ ปรารถนาดี อยากให้-อยากทำให้เขาเจริญดีมีสุขยิ่งขึ้น เป็นมุทิตา
4.ฉันทะ ปรารถนาดี อยากให้-อยากทำให้เขาอยู่ในธรรมในความถูกต้อง
ให้เขาไม่ละเมิดธรรม ไม่ทำความผิดทุจริตเสียหาย เป็นอุเบกขา
นี่เป็นตัวอย่างให้รู้เข้าใจว่า ถ้าทำให้มีฉันทะขึ้นมาได้แล้ว ธรรมข้อย่อยข้อใหญ่มากมายจะพรั่งพรูตามมาไม่ยากไม่ช้าเลยงานการอย่างเลิศ การสร้างสรรค์ต่างๆ ปัญญาอย่างอุดมจะเข้ามาเป็นจุดหมาย เริ่มด้วยตัวทำงานที่เข้ามารับช่วงทันที คือความเพียรพยายามไม่ระย่อ
บุคคลสำคัญที่เรียกว่าเป็นมหาบุรุษ ต้องมีฉันทะแรงเข้มเป็นพิเศษ พระพุทธเจ้าทรงมีฉันทะเป็นพระคุณสมบัติในข้อที่ว่า ทรง “มีฉันทะไม่ลดถอย” (นตฺถิ ฉนฺทสฺส หานิ) จึงทรงบำเพ็ญพุทธกิจน้อยใหญ่ได้มากมายไม่มีหยุด เช่นว่า เด็กคนนี้ป่วยหนัก พ่อขี้เหนียวนัก ทำให้การรักษาผิดพลาด วันนี้จะตายแน่ๆ พระองค์ก็เสด็จไปแต่เช้า ไปช่วยทำให้เด็กนั้นสิ้นชีพโดยมีจิตใจสดใสมีความสุข ทรงคำนึงถึงชาวนาคนหนึ่งซึ่งอยู่ต่างเมืองว่าขณะนั้นเขาจะต้องได้ฟังรู้เข้าใจธรรมเรื่องนี้ ก็เสด็จไปพระองค์เดียว ด้วยพระบาทเปล่า จนได้ทรงเทศนาให้เขาบรรลุผลที่เขาพร้อม ด้วยพุทธกิจมากมายด้วยฉันทะอย่างนี้แหละ จึงปรากฏเป็นพุทธคุณข้อมหากรุณา
บุคคลใดๆ จะเป็นพระโพธิสัตว์ได้ ต้องมีฉันทะเป็นคุณสมบัติใหญ่ที่ขาดไม่ได้ และฉันทะนั้นต้องแรงเข้มถึงขนาดที่ว่า เมื่อทำความดีทำกิจหน้าที่เพื่อธรรมเพื่อความจริงความถูกต้องดีงาม เพื่อทำให้คนพ้นทุกข์พ้นภัย จะเสียสละได้ทุกอย่าง เช่น จะไปช่วยคนทำความดีคนหนึ่ง ก็พยายามเต็มที่ เดินหน้าไป ไม่มีถอย ถ้าจำเป็น ก็สละชีวิตของตนได้ (คุณสมบัติข้อนี้ เรียกว่า ฉันทตา)
ฉันทะนั้น สำคัญยิ่งนักขนาดนี้ อย่างที่พูดมาพอให้เห็นได้แต่น่าแปลกใจนัก ทำไมชาวพุทธคนไทยแทบไม่รู้จัก
รับปีใหม่ จะให้สุขสันต์ตลอดปี
ต้องพร้อมใจสมานฉันท์ ทำถิ่นทำบ้านให้เป็นรมณีย์
คนไทยชาวพุทธทั่วๆ ไป จำกันได้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ต้นมหาโพธิ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แต่ถ้าถามว่าทำไมจึงเสด็จไปประทับอยู่และตรัสรู้ที่นั่น คงมีน้อยคนตอบได้จึงต้องเล่าทบทวนความจำกันให้แม่นและแน่นสักหน่อย
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะโพธิสัตว์เสด็จออกบรรพชาแล้ว ได้เสด็จไปทรงศึกษาทดลองปฏิบัติในสำนักอาจารย์ใหญ่สำคัญๆ สมัยนั้นจนจบความรู้ของอาจารย์แล้ว ทรงทราบว่ามิใช่ทางให้ถึงจุดหมายจึงเสด็จไปทรงค้นคว้าทดลองตามแนวทางของพระองค์เอง
ครั้งนั้น พระองค์เสด็จไปหาสถานที่ถิ่นเหมาะ ทรงจาริกไปในมคธรัฐ จนมาถึงถิ่นที่เรียกว่าอุรุเวลาเสนานิคม ณ ที่นั้น ทรงพบถิ่นที่เหมาะ ดังที่ตรัสในวาระนั้นว่า
“รมณีโย วต ภูมิภาโค”
พื้นถิ่นนี้ เป็นที่รมณีย์หนอ มีไพรสณฑ์ร่มรื่น น่าชื่นบานทั้งมีแม่น้ำไหลผ่าน น้ำใสเย็นชื่นใจ ชายฝั่งท่าน้ำก็ราบเรียบทั้งโคจรคามก็มีอยู่โดยรอบ เป็นสถานที่เหมาะจริงหนอที่จะบำเพ็ญเพียร สำหรับกุลบุตรผู้ต้องการทำความเพียร
ที่อุรุเวลา ณ ถิ่นอันเป็นรมณีย์นี้ เจ้าชายสิทธัตถะโพธิสัตว์ได้ประทับบำเพ็ญเพียรทดลองค้นคว้าปฏิบัติอยู่นาน 6 ปี ในที่สุด ก็ได้ตรัสรู้ที่ต้นมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา จึงถือว่า ถิ่นรมณีย์ ที่อุรุเวลา ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรานี้ เป็นที่ตั้งต้นของพระพุทธศาสนา
เรื่องราวในพุทธประวัติตอนนี้ ต้องเล่าย้ำให้ได้ยินกันบ่อยๆ ให้จำกันได้แม่นว่า “ถิ่นรมณีย์ เป็นที่ตั้งต้นของพระพุทธศาสนา” และก็ควรจำคำตรัสครั้งนั้นไว้ด้วย ที่ว่า “รมณีโย วต ภูมิภาโค” ถิ่นนี้เป็นที่รมณีย์หนอ
พระพุทธเจ้า ก่อนจะตรัสรู้ ทรงแสวงหาถิ่นรมณีย์เป็นสถานที่เหมาะที่จะทรงบำเพ็ญเพียร แสดงว่าในการศึกษาค้นคว้าปฏิบัติธรรม พึงถือเป็นสำคัญที่จะต้องให้ได้ถิ่นสถานที่เป็นรมณีย์
หลักข้อนี้ ชาวพุทธได้ถือเป็นคติสืบกันมาตั้งแต่พุทธกาลทีเดียวว่า ถิ่นที่จะเป็นวัด ต้องสร้างต้องจัดให้เป็นรมณีย์ แต่แล้วผ่านกาลยาวนาน กลายเป็นว่าได้ถือปฏิบัติกันมาแบบเคยชิน แล้วโดยไม่รู้ตัว ก็เลือนรางจางไปจากสำนึกจนแทบจะหายไป จึงควรต้องยกขึ้นมาย้ำเตือนกันให้มั่นให้แน่น
ไม่เฉพาะวัดเท่านั้น คติการทำถิ่นให้เป็นรมณีย์นี้ พุทธิกชนชาวบ้านก็ต้องถือเป็นสำคัญที่จะต้องจัดทำดูแลรักษาถิ่นที่อยู่อาศัยให้เป็นรมณีย์ มีเรื่องราวเล่าไว้ในคัมภีร์เป็นตำนานสำคัญ ที่ท่านสอนให้ถือเป็นแบบอย่างในการทำบุญขั้นพื้นฐาน ที่จะทำให้ชุมชนชาวหมู่บ้านอยู่กันดีมีความสุข และในเมืองไทย พระสงฆ์ก็นำมาเทศน์สอนชาวบ้านสืบกันมา เพิ่งจะ เลือนรางจางหายลืมกันไปเมื่อค่อนศตวรรษมานี้เอง
เรื่องที่ว่านั้น มาในตำนานพระอินทร์ มักพ่วงมากับการเทศน์เรื่องวัตรบท 7 ของพระอินทร์ เป็นเรื่องของกลุ่มหนุ่มดาวดึงส์ ซึ่งมีน้ำใจสมานฉันท์พากันบำเพ็ญประโยชน์ ทำหมู่บ้านถิ่นที่อยู่อาศัยให้ อุดมสมบูรณ์ ทั้งธรรมชาติงดงามรื่นรมย์และถิ่นคนก็สะอาดเรียบร้อยสะดวกปลอดภัย เรียกว่าเป็นรมณีย์ ที่น่าชื่นชมภูมิใจของชุมชนคนในถิ่น เป็นการทำบุญพื้นฐานที่เป็นการทำให้คนมีความสุข
เรื่องพระอินทร์ และเรื่องกลุ่มหนุ่ม ดาวดึงส์มีมฆมาณพเป็นหัวหน้า ที่ทำบุญด้วยการทำถิ่นให้เป็นรมณีย์นั้น คนไทยเคยรู้กันดีและมีความสำคัญในวัฒนธรรมไทย พอจะเห็นได้จากพระราชปุจฉาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชที่ตรัสถามพระสงฆ์ มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน ซึ่งมีเรื่องพระอินทร์ และเรื่องมฆมาณพ ในพระราชปุจฉาครั้งต้นๆ แทบทุกครั้ง (พระราชปุจฉาที่ 2, 3, 5 และ 6)
คนไทยภูมิใจกันมาว่าบ้านเมืองนี้มีแผ่นดินมีธรรมชาติที่ อุดมสมบูรณ์ ดังที่มักอ้างคำเก่าเล่ากันมาว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ที่จริง “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” อันนั้นเป็นของที่ธรรมชาติมีไว้ให้ เราไม่ต้องทำอะไรมาก ได้แต่เก็บผลเอาประโยชน์
คนไทยควรจะภูมิใจได้แท้จริง ต่อเมื่อตัวเองได้เป็นผู้ทำเป็น ผู้สร้างสรรค์ด้วย นั่นคือ “ทำถิ่นไทยให้เป็นรมณีย์”
คำว่า ถิ่นเป็นรมณีย์นั้น มีความหมายรวมทั้งธรรมชาติก็ อุดมสมบูรณ์ และที่คนอยู่อาศัยก็เรียบร้อยรื่นรมย์ จึงจะสมที่จะเป็นความภูมิใจของคนไทยว่า เราได้ช่วยดูแลรักษาส่งเสริมธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ พร้อมกับทำที่กินที่อยู่ที่สังสรรค์ของคนให้เรียบร้อยงดงามไปด้วยพร้อมกัน

เวลานี้ คำอ้างที่เคยภูมิใจกันมาว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” นั้น คนไทยทำท่าจะพูดไม่เต็มปาก เพราะชักจะไม่ค่อยสมจริง จึงถึงเวลาที่จะฟื้นการทำบุญด้วยการทำถิ่นทำชุมชนให้เป็นรมณีย์ แล้วคนก็จะได้เกื้อหนุนธรรมชาติให้ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ยั่งยืนต่อไป
เมื่อกี้ได้พูดถึงบางคนบางบ้าน มีฉันทะที่จะซ่อมแซมจัดแต่งบ้านให้มั่นคงแข็งแรงให้สดใสดูใหม่งดงาม รับการขึ้นปีใหม่ นั่นก็เข้าทางของการทำถิ่นให้เป็นรมณีย์ แต่ยังแคบได้แค่เป็นหน่วยย่อยๆ
คราวนี้ถึงเวลาที่ควรจะขยายออกไป ให้ได้ฉันทะที่เป็นสมานฉันท์ เป็นการร่วมมือพร้อมใจกันของคนในหมู่บ้าน หรือทั้งชุมชน มาทำบุญรับปีใหม่ร่วมกัน ด้วยการทำถิ่นไทยให้เป็นรมณีย์
ในประเพณีของพระพุทธศาสนา ถือการมีถิ่นรมณีย์เป็นเรื่องสำคัญ มีหลักบอกไว้ในคัมภีร์ให้รู้จักองค์ประกอบ เรียกว่า สมบัติ 4 ของถิ่นรมณีย์ คือ
1.มีน้ำอุดม พร้อมร่มพฤกษา (ฉายูทกสมบัติ)
2.งามตาน่าเดิน ดูทัศนีย์ (ภูมิภาคสมบัติ)
3.ไม่มีคนร้าย ได้เสวนาคนดี (บุคคลสมบัติ)
4.มีทางไปไม่ลำบาก ให้ถึงโดยสวัสดี (คมนาคมนสมบัติ)
โดยเฉพาะที่สำคัญเป็นแกนขาดไม่ได้ คือ ข้อ 1 ที่ว่าพร้อมด้วยร่มไม้ และสายน้ำ คืออุดมด้วยพืชพันธุ์ต้นไม้ใหญ่น้อย มีแหล่งน้ำ บึง บ่อ สระ นที พร้อมบริบูรณ์
ปีหนึ่งๆ เมื่อใกล้จะถึงปีใหม่ ก็คือเป็นสัญญาณบอกคนในหมู่บ้าน ในชุมชน ให้สามัคคีกัน รวมฉันทะเป็นสมานฉันท์ ร่วมแรงร่วมใจ ทำถิ่นที่อาศัยให้ความเป็นรมณีย์ที่งามสะอาดรื่นรมย์สดใสฟื้นขึ้นมารับกันกับปีใหม่ ให้ทุกคนมีความสุขสมานขึ้นมาเป็นฐานแล้วจะสนุกสนานบันเทิงอะไรแถม ก็ว่ากันไปตามที่เหมาะที่ควร
รับปีใหม่อย่างที่ว่ามานี้ เป็นทั้งทำบุญ ได้ปฏิบัติธรรม เป็นมงคลแท้จริง และเป็นความสุขที่มั่นคงยั่งยืน สุขวันขึ้นปีใหม่แล้วจะสุขตลอดปี ก็มั่นใจ จะสุขตลอดไป ก็สมจริง
ตั้งเป็นหลักไว้เลยว่า : รักษาถิ่นให้เป็นรมณีย์ มีใจปราโมทย์สดชื่นแจ่มใส และให้ฉันทะมานำที่จะทำทุกอย่างให้งามให้ดี
แล้วก็จะใหม่ตลอดปี มีความสุขตลอดไป