มรดก ‘ทรัมป์’ส่งต่อ‘ไบเดน’ ศึกนอกศึกในสาหัส-ระทึกทุกมิติ

2 ม.ค. 2564 - 00:03 น.

มรดก ‘ทรัมป์’ส่งต่อ‘ไบเดน’ – รัฐบาลใหม่ของสหรัฐอเมริกา 2021 ที่นายโจ ไบเดน อายุ 78 ปี จะขึ้นเป็นประธานาธิบดีที่อายุมากที่สุดของสหรัฐ วันที่ 20 มกราคม ต้องเผชิญเงื่อนไขและปัญหาใหญ่หลวงหลายปมจากยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ไม่ว่าทั้งปัญหาภายในประเทศ สงครามสีผิว ที่ลุกลามไปทั่วอเมริกา เช่นเดียวกับโรคระบาดโควิด-19 ที่สหรัฐครองอันดับ 1 ประเทศที่มีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลก

ส่วนปัญหาต่างประเทศ ต้องมีเรื่องสะสางอีกมาก นอกเหนือจากการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพันธมิตรยุโรป นำสหรัฐกลับเข้าข้อตกลงปารีส เพื่อร่วมลดภาวะโลกร้อน หลังจากนายทรัมป์นำประเทศถอนตัวออกมาอย่างไม่แคร์ใคร

โจ ไบเดน อาจไม่ได้ยิ้มได้แบบนี้ในปีใหม่

นายไบเดนตั้งคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ยังไม่รับตำแหน่ง ด้วยเห็นว่าเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเดินหน้าแก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

“เราอยู่ในวิกฤต เหมือนกับที่เราจำเป็นต้องให้ประเทศชาติสามัคคีเพื่อรับมือกับโควิด-19 เราจำเป็นต้องปรองดองกันทั้งประเทศเพื่อตอบสนองกับปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง” นายไบเดนกล่าว

ภารกิจยากกว่านั้นคือการเผชิญหน้ากับอิหร่านที่ทรัมป์เปิดศึกไว้อย่างเกรี้ยวกราด ไม่เพียงถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ 6 ประเทศ ยังส่งกองทัพโดรนไปปลิดชีพพลตรี กาเซ็ม สุไลมานี ผู้ทรงอิทธิพลในกองทัพปฏิวัติอิหร่าน สะท้านสะเทือนสันติภาพอย่างไม่เกรงใจด้วยข้ออ้างว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสหรัฐ

สหรัฐส่งโดรนลอบสังหารนายพลอิหร่าน

ทั้งเอาใจอิสราเอลไปทุกเรื่องถึงขั้นประกาศรับรองกรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวง และแบ่งขั้วชาติอาหรับอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ข้ามมายังอีกภูมิภาคร้อนที่คาบสมุทรเกาหลี แม้นายทรัมป์จะปูทางการเจรจากับนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือไว้ แต่การถ่ายรูปชื่นมื่นกลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ ที่จะปลดอาวุธเกาหลีเหนือ

ตรงกันข้าม นายคิมยังสั่งทดสอบอาวุธเช่นเดิม เพื่อทวงถามว่า เมื่อใดสหรัฐจะยุติมาตรการแซงก์ชั่นที่บีบรัดจนเศรษฐกิจแดนโสมแดงไปไม่ถูก มีแต่จะต้องพึ่งพาจีนมากขึ้น

ขณะที่จีนผงาดขึ้นมาครองพื้นที่บนเวทีโลกมากขึ้น ล้วนเป็นงานหนักที่รัฐบาลนายไบเดนต้องรับมือ

ความชอกช้ำที่สุดในสังคมอเมริกันยุคทรัมป์เปิดแผลออกมาด้วยความตายของจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวดำ อายุ 46 ปี ผู้ต้องสงสัยใช้ธนบัตรปลอมซื้อสินค้าในร้านขายของชำ ที่เมือง มินนีอาโปลิส รัฐมินนิโซตา เมื่อ 25 พ.ค.

การประท้วงรุนแรงลุกลามไปทั่วสหรัฐ

คลิปจากกล้องประจำตัวของตำรวจที่เข้าระงับเหตุ เผยให้เห็นนายตำรวจดีเรก ชอวิน ใช้เข่ากดทับคอของนายฟลอยด์ที่นอนคว่ำอยู่กับพื้นถนนไว้นานถึง 11 นาที แม้นายฟลอยด์จะไม่มีอาวุธและร้องขอให้นายตำรวจชอวินนำเข่าออกจากคอเพราะตนหายใจไม่ออกถึง 20 ครั้ง ขณะเพื่อนตำรวจอีก 3 นายยืนดูดายไม่ได้เข้าห้ามปรามอะไร

“หายใจไม่ออก” คือคำพูดสุดท้ายก่อนที่จอร์จ ฟลอยด์ ขาดอากาศหายใจและสิ้นลม

การประท้วงต่อต้านอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมกับคนผิวดำ

ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเจ็บช้ำและโกรธแค้นไปทั่วอเมริกา ปลุกประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ ก่อนลามไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่เรียกร้องความเท่าเทียมให้คนผิวดำภายใต้ธง Black Lives Matter ทั้งบนท้องถนนและโลกออนไลน์

การประท้วงบานปลายและมีหลายแห่งเกิดจลาจล มีสถานีตำรวจถูกเผาทำลาย ทรัพย์สินส่วนบุคคลถูกปล้น โดยเฉพาะที่รัฐมินนิโซตาต้องขอกำลังสนับสนุนจากหน่วยเนชั่นแนลการ์ด และเหตุการณ์สงบลงภายใน 1 สัปดาห์ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

การประท้วงและการก่อจลาจลไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ เช่นเดียวกันกับความรุนแรงของตำรวจต่อคนผิวดำ โดยแทบทุกครั้งที่มีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก็จะมีการประท้วงและอาจถึงขั้นจลาจลตามมาจนถึงสิ้นเดือนมิ.ย. 2563 มีเมืองกว่า 200 แห่งต้องใช้มาตรการเคอร์ฟิว และมลรัฐอีก 30 แห่ง ต้องร้องขอกำลังสนับสนุนจากเนชั่นแนลการ์ดรวมกว่า 62,000 นาย มีผู้ถูกจับกุมกว่า 14,000 คน

โพลสำรวจว่ามีชาวอเมริกันที่ระบุว่าเคยเข้าร่วมการประท้วงมากถึง 15-26 ล้านคน นับเป็นการประท้วงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติ ในจำนวนนี้ร้อยละ 93 ของการประท้วงนั้นสันติสงบปราศจากอาวุธ มีเพียงส่วนน้อยที่กลายเป็นการจลาจล

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้แสนยิ่งใหญ่ทิ้งมรดกปัญหาไว้ไม่น้อย

แต่ทรัมป์กลับส่งสัญญาณว่าอาจนำกองทัพสหรัฐเข้ามาปราบปรามผู้ชุมนุม แต่กองทัพไม่ขานรับด้วยเนื่องจากหน้าที่ของกองทัพคือการปกป้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญสหรัฐ มิใช่การจัดการกับประชาชนผู้ใช้เสรีภาพที่ได้รับการบัญญัติรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ

ไม่เท่านั้น ทรัมป์ยังส่งสัญญาณเป็นมิตรกับกลุ่มฝ่ายขวาจัดที่ลุกฮือขึ้นมาเผชิญหน้า แม้จะเป็นคะแนนเสียงสำคัญในศึกเลือกตั้งในเวลาต่อมาแต่ก็ไม่เพียงพอ ที่จะชนะการเลือกตั้ง

แม้ไบเดนจะคว้าชัยชนะในศึกครั้งนี้ แต่รอยร้าวในสังคมอเมริกันครั้งใหญ่นี้ทิ้งไว้ให้รัฐบาลชุดใหม่ต้องหาทางเยียวยาอย่างจริงจัง ซึ่งไม่ง่ายเลยที่จะสะสางความยุ่งยากที่รัฐบาลเดิมทำไว้

หนึ่งในนั้นคือการปลุกสงครามอำนาจกับจีน

ความขัดแย้งกับสหรัฐและจีนในยุคของทรัมป์นั้นลุกลามไปจนครบทุกมิติ ตั้งแต่การค้าที่ผุดกำแพงภาษีต่อสินค้าต่อกันและกันตอบโต้กันไปมา ราวกับว่าองค์กรการค้าโลกเป็นเพียงหัวหลักหัวตอ

การแข่งขันตัดขากันทางด้านแสนยานุภาพการสื่อสารอย่างเทคโนโลยีการสื่อสาร ยุคที่ห้า หรือ 5 จี หัวเว่ย ยักษ์ใหญ่ของจีนตกเป็นเหยื่อในสงครามการค้าอย่างจัง

สหรัฐส่งเรือบรรทุกเครื่องบินรบเข้ามาทะเลจีนใต้

นอกจากรัฐบาลทรัมป์สั่งให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐขึ้นทะเบียนหัวเว่ยเป็นองค์กรไม่พึงประสงค์ อ้างว่าเสี่ยงเป็นภัยความมั่นคง เพราะอาจเป็นช่องทางสอดแนมให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ ยังชักชวนพันธมิตรอย่างออสเตรเลียให้มีท่าทีเดียวกัน ขณะที่อังกฤษก็ถอยฉากจากหัวเว่ยไปด้วย

ส่วนด้านความมั่นคงทั้งกรณีพิพาททะเลจีนใต้ และจีนตะวันออก เกิดการแข่งขันพัฒนาอาวุธแข่งขันกันตั้งแต่แนวรบบนโลกไปจนถึงอวกาศที่เป็นสมรภูมิแห่งใหม่ของมหาอำนาจ สังเกตได้จากการตั้งกองทัพอวกาศสหรัฐ อาวุธเลเซอร์ และการพัฒนา รุดหน้าของขีปนาวุธข้ามทวีปของสหรัฐ รวมทั้งหัวรบนิวเคลียร์ของจีนในช่วงนี้

นอกจากนี้ ทรัมป์ไม่ได้ละเลยในการเผยแพร่ความจงเกลียดจงชังระหว่างชาวอเมริกันกับชาวจีนโดยฉวยโอกาสเอาจากกรณีการระบาดของโรคโควิด-19 แล้วเรียกไวรัสชนิดนี้ว่า “ไวรัสจีน” แม้ถูกประณามจากผู้คนในแวดวงการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ รวมทั้งชาติพันธมิตร สร้างความเดือดดาลให้ทางการจีนด้วย

อัน สือตง นักวิชาการชั้นนำด้านนโยบายการต่างประเทศจีน กล่าวว่า แม้สหรัฐและจีนมีหนทางที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ แต่อาจเกิดการสู้รบกระทบกระทั่งกันบ้าง

สอดคล้องกันกับนางบอนนี เกลเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญจีนศึกษาจากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์กรุงวอชิงตัน ที่มองว่าเป็นเรื่องยากมากที่สหรัฐและจีนจะดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หากทิศทางของทั้งสองฝ่ายยังแข็งกร้าวเช่นนี้

มรดกที่นายไบเดนได้รับมาจึงนับว่าสาหัสทั้งในและนอกประเทศ จะออกหัวออกก้อยต้องรอชมกันต่อไป …สวัสดีปีใหม่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ มรดก ‘ทรัมป์’ส่งต่อ‘ไบเดน’ ศึกนอกศึกในสาหัส-ระทึกทุกมิติ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง