ราชโองการ ลับ โอรสสวรรค์(81) – หยางผิงในลักษณ์แห่งโอรสสวรรค์ กำหัวธนู “จ้งหลี” แน่นอยู่ในมือ ทอดพระเนตรมองจ้าวเยี่ยนที่อยู่เบื้องล่างด้วยความเวทนา
ณ บัดนี้ สถานการณ์มีความชัดเจน
แค่ออกคำสั่ง เหลิงโซ่วกวงจะลงมือสังหารและนำศพไปทำลายเงียบๆ จนไร้ร่องรอย อย่างมากเฉาเชาก็แค่สงสัย
แต่ความลับของราชวงศ์ฮั่นก็ยังรักษาไว้ได้ ไม่ถูกแพร่งพรายออกไป
นี่ถือว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ตรงกับเป้าหมายอย่างที่สุด แต่ประเด็นก็คือการ กระทำในแบบนี้จะดีจริงๆ ละหรือ
นี่เป็นความลังเลใจในแบบของหยางผิง
ความลังเลนี้มิได้มาจากความเมตตาอันเป็นคุณธรรมพื้นฐานของหยางผิง อย่างเดียว หากแต่เจือระคนอารมณ์อื่นที่มากกว่านั้น
ยังมีความรู้สึกชื่นชมในความแน่วแน่ของจ้าวเยี่ยน และความสงสารที่มีต่อสกุลต่ง
อย่างไรก็ดี เมื่อขบคิด ไตร่ตรองอย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น หยางผิงในบทของโอรสสวรรค์จึงวางหัวธนู “จ้งหลี” จากอำเภอเวินเซี่ยนลงและกล่าวโดยตรงกับจ้าวเยี่ยน
“จ้าวอี้หลาง เป็นเช่นที่เจ้าว่าเราหาใช่จักรพรรดิที่แท้จริง”
เหมือนกับจะเป็นการยอมรับ เหมือนกับจะเป็นการจำนนต่อความเป็นจริง ซึ่งได้รับการพิสูจน์และยืนยันจากจ้าวเยี่ยน
แต่ยังมี “ความนัย” อะไรมากกว่านั้น
หลิวเสียปรายตามองป้ายวิญญาณ และเริ่มเล่าเรื่องราวของ 2 พี่น้องสกุลหลิว น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความสุขุม เยือกเย็น แล้วก็มาหยุดลงตรงประเด็นที่ว่า
“สถานการณ์บีบบังคับทำให้จำต้องเป็นเช่นนี้”
“กระนั้น การได้มาซึ่งบัลลังก์ของเราก็ใช่ว่าจะไม่ถูกต้อง เพราะมีราชโองการของอดีตจักรพรรดิกำหนดให้เป็นเช่นนี้”
ตรงนี้ต่างหากคือปม ตรงนี้ต่างหากคือเงื่อน
พอมาถึงตรงนี้อย่าได้แปลกใจหากว่าหลิวเสียจะเปิดเผยราชโองการที่มีอยู่ในมือให้เป็นที่ประจักษ์ ณ เบื้องหน้าความแคลงคลาง กังขาจากจ้าวเยี่ยน
“เราไร้คุณธรรม
ขอยกบัลลังก์ให้น้องชาย หลิวผิง จงทำให้ราชวงศ์ฮั่นฟื้นฟูความรุ่งเรืองโดย เร่งด่วน ต้องทำให้ได้” เป็นอักษรอันจดจารด้วยหมึก
ลายมือหวัดบนแถบผ้าผืนหนึ่ง
เป็นราชโองการสายคาดเอวที่หลิวเสีย โอรสสวรรค์ตัวจริง ทิ้งไว้ก่อนสวรรคต เป็นร่องรอยสุดท้ายของบุคคลที่ต่งกุ่ยเหรินคิดถึงคะนึงหา
นี่ย่อมเป็นไม้ตายจาก “โอรสสวรรค์” ตัวปลอม
นี่ย่อมเป็นสิ่งที่แม้กระทั่งซือหม่าอี้เองก็ไม่ได้คาดคิดว่า จะเป็นหนทางออก ที่หยางผิงตัดสินใจเมื่อเผชิญประสบกับการรุกไล่ที่มิได้คาดคิดมาก่อน
Ma Bo Yong ในฐานะเป็นผู้ตั้งโจทย์ ก็ย่อมคลี่คลายได้
ทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่าง หยางผิงกับสกุลซือหม่าแห่งอำเภอเวินเซียนเท่านั้น หากแต่ในสัมพันธ์นั้นอ่านกันและกันทะลุปรุโปร่ง
เหมือนสำนวนที่ว่า มอง “ตา” ก็รู้ “ใจ”
ที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ แม้หยางผิงจะเป็นบุตรของหยางจวิ้น แต่เนื่องจากวัยเยาว์ของเขาเติบโตมาในบ้านของสกุลซือหม่า
สนิทแนบแน่นอยู่กับซือหม่าอี้
ไม่เพียงซือหม่าอี้จะอ่านความนัยของหยางผิงได้อย่างแจ่มใส หากหยางผิงเองก็ตีประเด็นและไขรหัสอันมาจากซือหม่าอี้ได้สอดรับกับเป้าหมายครบถ้วน
ความนัยอันเร้นลับนี้มีแต่จ้าวเยี่ยนเท่านั้นที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน