ทรัมป์พลิกลั่นโอนอำนาจไบเดน – ซีเอ็นเอ็นรายงานวันที่ 7 ม.ค. ถึงความคืบหน้าเหตุโกลาหลทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาที่สร้างความอับอายไปทั่วโลก ทั้งที่สหรัฐขึ้นชื่อเป็นประเทศประชาธิปไตย หลังกลุ่ม ผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จำนวนมาก พยายามบุกเข้าอาคารรัฐสภาหรือยูเอส แคปิตอล กลางกรุงวอชิงตัน เพื่อขัดขวางการรับรองผลคะแนนคณะผู้เลือกตั้งหรืออิเล็ก ทอรอล คอลเลจ ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2563 ตั้งแต่บ่ายวันที่ 6 ม.ค.
ก่อนบานปลายเกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำรัฐสภาและผู้ประท้วงฝ่ายขวาจัด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย ขณะที่ตำรวจบาดเจ็บ 14 นาย ว่า ภายหลังเจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ภายในอาคารรัฐสภาได้แล้ว สมาชิกสภาคองเกรสจึงกลับเข้าที่ประชุมและปฏิบัติหน้าที่พิจารณาคำร้องของพรรครีพับลิกันที่ยื่นขอคัดค้านคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง
รายงานระบุว่าจาก 14 รัฐที่มีการอภิปรายนั้น รัฐแอริโซนา มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงมติไม่คัดค้านคะแนน 303 เสียงต่อ 121 เสียง และส.ว.ลงมติไม่คัดค้านเช่นกันที่ 93 เสียง ต่อ 6 เสียง ส่วนรัฐเพนซิลเวเนีย รัฐสุดท้ายที่สภาพิจารณา ปรากฏว่าส.ส.ลงมติไม่คัดค้านที่ 282 เสียงต่อ 138 เสียง ส่วนส.ว.ลงมติในทิศทางเดียวกันคือ ไม่คัดค้านที่คะแนน 92 เสียงต่อ 7 เสียง และเวลาราว 03.40 น. สภาคองเกรสประกาศรับรองชัยชนะของนายไบเดนเหนือประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเป็นทางการ ด้วยคะแนนคณะผู้เลือกตั้งที่ 306 เสียงต่อ 232 เสียง
ด้านนายทรัมป์ออกแถลงการณ์ทันทีหลังสภาแถลงรับรองด้วยท่าทีคนละขั้วกับช่วงกล่าวปลุกระดมมวลชน โดยให้คำมั่นว่าจะถ่ายโอนอำนาจบริหารให้กับนายไบเดนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และว่าการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นการสิ้นสุดวาระแรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประธานาธิบดี
“แม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงกับผลการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม จะมีการส่งมอบอำนาจตามขั้นตอนในวันที่ 20 ม.ค. ผมพูดเสมอว่าเราจะสู้ศึกของเราต่อไปเพื่อให้มั่นใจว่าคะแนนเสียงที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นที่นับเป็นคะแนน แม้ว่านี่จะเป็นการสิ้นสุดวาระแรกอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประธานาธิบดี แต่ก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นการต่อสู้ของเรา เพื่อทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” นายทรัมป์ระบุ
ทั้งนี้ ในช่วงที่สภาเปิดอภิปราย มีแหล่งข่าววงในระบุว่าคณะรัฐมนตรีบางส่วนร่วมหารือเบื้องต้นถึงการใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 บทบัญญัติมอบสิทธิให้รองประธานาธิบดีและเสียงส่วนใหญ่ของคณะรัฐมนตรีที่เห็นพ้องต้องกันว่าประธานาธิบดีไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ซึ่งสภาคองเกรสจะต้องลงมติ และหากอนุมัติเห็นชอบประธานาธิบดีทรัมป์จะถูกถอดถอนจากตำแหน่ง ก่อให้เกิดกระแสถกเถียงและแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ โดยหลายฝ่ายมองว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าปล่อยให้นายทรัมป์สร้างความด่างพร้อยให้กับการเมืองสหรัฐ

นองเลือด – เจ้าหน้าที่ใช้รั้วกั้นผู้ประท้วงทำเป็นอุปกรณ์หามตำรวจที่บาดเจ็บ (ซ้าย) จากการปะทะที่อาคารรัฐสภาในกรุงวอชิงตัน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่รุดช่วยเหลือหญิง ผู้ประท้วง (ขวา) ซึ่งถูกยิงขณะบุกเข้ารัฐสภา ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา (รอยเตอร์)